เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งตั้งอยู่บ้านม่วง หมู่ 4 ต.บ้านฝาย อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ถูกปรับสถานที่ให้เป็นศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณะสุขหลังจาก จังหวัดอุตรดิตถ์พบแม่ค้าขายอาหารทะเล อายุ 37 ปี ของหมู่บ้านดังกล่าว เดินทางไป จ.สมุครสาคร เพื่อนำอาหารทะเลมาตั้งแผงขายข้างทางทุกวันพุธ และตระเวนส่งลูกค้าตามตลาดนัด ติดเชื้อโควิด-19 เป็นรายที่ 2 ของจังหวัดอุตรดิตถ์ผลเชื่อมโยง จ.สมุทรสาคร
ทางโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก จัดทีมแพทย์ พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ ร่วมกับ สสจ.จ.อุตรดิตถ์ และโรงพยาบาลน้ำปาด จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เร่งตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงในเชิงรุก สอนสวนโรคหากพบบุคคลใดใกล้ชิดและสัมผัสกับผู้ติดโควิด-19 จากเหตุการณ์การติดเชื้อโควิด-19 จะดำเนินการ Swab ทำการเก็บตัวอย่างนำไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
นายศุภชัย บุญทิพย์ นายอำเภอน้ำปาด กล่าวว่า ประชาชนกว่า 100 คนเข้ารับการคัดกรอง สอบสวนโรค เบื้องต้นที่มีความเสี่ยงสูง 30 ราย และรอผลการตรวจยืนยันจากโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ และให้กักตัว 14 วัน โดยทางนายผล ดำธรรม ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ มีคำสั่งให้ประกาศล็อคดาวน์บ้านพักอาศัยของผู้ติดเชื้อ ซึ่งอยู่หมู่ 4 ต.บ้านฝาย เป็นเขตควบคุมโรค ไม่อนุญาตให้สมาชิกในครอบครัว 7 คนออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยได้จัดให้เจ้าหน้าที่เข้าเยี่ยมเพื่อลดภาวะความเครียด ทั้งนี้พบสมาชิกในครอบครัวมีทั้งผู้สูงอายุและเด็ก เบื้องต้นทุกคนให้ความร่วมมือและตระหนักถึงมาตรากรดังกล่าว
นอกจากนี้โรงเรียนบ้านม่วง โรงเรียนประถมศึกษาในหมู่ 4 ได้ประกาศหยุดเรียนกรณีพิเศษ เป็นระยะเวลา 14 วัน และโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับจังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้ง โรงเรียนอุตรดิตถ์ ,โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี ,โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)อุตรดิตถ์,โรงเรียนสหคริสเตียนน้ำปาด ได้ปิดเรียนก่อนในช่วงนี้ ก่อนที่จะเปิดเรียนในวันที่ 28 ธันวาคม 2563 เพื่อให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีประวัติสัมผัสหรือใกล้ชิดกับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบโรคดังกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ด้านนายผล ดำธรรม ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติมให้ประชาชนพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ผู้ที่จะออกนอกเคหะสถาน หรือบริเวณสถานที่พำนักของตน ให้สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง และห้าม ผู้ใดกระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตาม มีความผิดตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท