วิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการการช่วยเหลือลูกหนี้ ผ่านมาตรการต่างๆของ ธปท.ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่อง มาตั้งแต่ ต้นปี 2563 ปัจจุบันปรับจากการให้การช่วยเหลือเป็นวงกว้าง ปรับมาเป็นการให้ความช่วยเหลือเชิงรุก และตรงจุดที่เหมาะสมกับความต้องการลูกหนี้แต่ละรายนั้น ถือว่าได้ผลและมีความคืบหน้าตามเจตนารมณ์ของการปรับนโยบายจากครอบคลุมเป็นเจาะจง ซึ่งเห็นได้จากสถานะและความสามารถการจ่ายชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข ในภาพรวมที่ปรับดูดีขึ้น จึงไม่เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็วหลังมาตรการพักหนี้ทยอยครบกำหนด
ปัจจุบันพบว่า ลูกหนี้ที่ขอรับการช่วยเหลือทยอยลดลงต่อเนื่อง จาก 7.2 ล้านล้านบาท ในเดือน ก.ค. 2563 เหลือ 6 ล้านล้านบาท ใน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยพบว่าเมื่อครบกำหนดพักหนี้ ลูกหนี้ส่วนใหญ่สามารถกลับชำระหนี้ตามปกติได้ ทั้งนี้การช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ 55% และของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 45%
หากแยกกลุ่มลูกหนี้พบว่า ลูกหนี้ธุรกิจที่สามารถชำระได้ตามเงื่อนไข 66% และอีก 32% ต้องปรับโครงสร้างหนี้ และมีเพียง 2% คิดเป็นวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ที่เป็นกลุ่มลูกหนี้เปราะบางที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่ ลูกหนี้รายย่อย 70% สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข และ 29% ต้องปรับโครงสร้างหนี้ หรือใช้มาตรการผ่อนปรนมารองรับ ขณะที่ 1% หรือ 1.2 หมื่นล้านบาท ยังเป็นกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถติดต่อได้ หากดูภาพรวมการช่วยเหลือลูกหนี้ พบว่า ลูกหนี้ธุรกิจที่ยังใช้สิทธิพักหนี้ต่อจากต.ค. ถึงสิ้นปีนี้มีราว 92-95% ขณะที่มีเพียง 5% หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท ที่ขอพักหนี้ต่อถึง มิ.ย. 2564
จากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ธปท. ได้ติดตามและร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด และเพื่อพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ได้ทันต่อเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพ และสามารถรักษาความมั่นคงของระบบการเงิน สำหรับลูกหนี้ที่ประสบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถติดต่อผ่าน สถาบันการเงินแต่ละแห่งได้โดยตรง หรือ โทร 1213 ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริหารทางการเงิน ธปท. ส่วนลูกหนี้ที่มีปัญหาการติดต่อสถาบันการเงิน สามารถแจ้งความต้องการที่จะปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินผ่าน ทางด่วนแก้หนี้
ทีมข่าวเศรษฐกิจ เนชั่นทีวี รายงาน