นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดอีกรอบในประเทศว่าตรงนี้คงต้องดูการประเมินของศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ ศบค.ว่าประเมินความเสี่ยงอย่างไร ต้องล็อกดาวน์ในวงกว้างมากแค่ไหน แล้วจึงสามารถประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ว่าจะกระทบต่อเนื่องอย่างไรเมื่อถามว่ามีงบประมาณเพียงพอในการรับมือกับวิกฤติหรือการล็อคดาวน์รอบ 2 หรือไม่ นายอาคมตอบว่ายังมีงบประมาณที่เรามีอยู่ก็คือยังมีเงินกู้จากส่วนที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินตาม พ.ร.ก.ที่่ออกมา 1 ล้านล้านบาท โดยขณะนี้เงินกู้ยังยังเหลืออยู่อีกหลายแสนล้านบาท
นายนายปกรณ์ นิลประพันธ์เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อดูแลวิกฤตที่เกิดจากโควิด-19 ครั้งนี้ได้แบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.เงินกู้สำหรับจัดหาวัคซีน 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ต้องกันไว้สำหรับจัดหาวัคซีนและเครื่องมือการแพทย์ให้เพียงพอกับประชาชน 2.เงินกู้สำหรับการเยียวยาผลกระทบจากเศรษฐกิจ วงเงิน 5.5 แสนล้านบาท และ 3.เงินกู้สำหรับการการฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้การออกแบบกฎหมายได้ออกแบบว่าเงินกู้ส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้นสามารถโยกเงินไปใช้ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจได้หากเงินในส่วนการเยียวยาไม่เพียงพอเนื่องจากเกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะใช้เงินส่วนที่เหลืออยู่อย่างไร
นายกลินท์ สารสินประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าหอการค้าฯและภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกจับตาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไรบ้างเนื่องจากการระบาดรอบใหม่ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นเร็ว อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเร่งตรวจหาเชิงรุกให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ควบคุมและจำกัดโรคให้อยู่ในระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุด"หวังว่าผลกระทบที่เกิดกับเศรษฐกิจจะไม่มากเหมือนในช่วงเดือนมี.ค.และเม.ย.ที่ผ่านมาเพราะขณะนี้เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มที่จะฟื้นตัว ประชาชนทุกคนต้องช่วยกันระมัดระวัง และช่วยลดความเสี่ยงที่การแพร่ระบาดจะกระจายออกไป" นายกลินทร์กล่าว