เมื่อ 14 ธ.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk รวมทั้งเปิดเผยชื่อ "เจ๊" ตามที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ท้าทายและกล่าวหาว่า ประธาน นปช.พูดขึ้นลอยๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีข้อเท็จจริง
นายจตุพร กล่าวว่า น.ส.อรุณี เพิ่งเข้าสู่ทางการเมืองอย่างจริง เริ่มต้นด้วยพรรคไทยรักษาชาติ แล้วมาอยู่พรรคเพื่อไทย ดังนั้นคงยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของพรรค และชื่อเจ๊ ที่พรรคในพรรครับรู้ ก็ไม่ใช่คนไร้ตัวตน แต่มีอยู่จริง
"คุณอรุณี เพิ่งเข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทยไม่นานจึงไม่รู้ชื่อเจ๊ และผมไม่ได้พูดขึ้นลอยๆ คนในพรรคก็รู้ คนทั้งประเทศก็รับทราบ หากไม่รู้กันจริงๆ ว่า เจ๊ชื่ออะไร ก็ควรไปถามนายบุญทรง (เตริยาภิรมย์) เอาเถิด"
นอกจากนี้ นายจตุพร กล่าวว่า หลายวันที่ผ่านมา ระบอบติ่ง ซึ่งเป็นระบอบที่ปล่อยให้เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรจะเชื่อหรือสิ่งที่ไม่เห็นด้วยให้ผ่านพ้นไปโดยไม่กล้าวิจารณ์เห็นต่างเพื่อหาประโยชน์แล้ว ซึ่งไม่ใช่จุดยืนการเมืองของตน เพราะตนมีความชัดเจนต่อการกล้าวิจารณ์ในสิ่งที่คิดว่าผิด
"การเห็นด้วยในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าผิดแล้ว ผมเชื่อว่าวันนั้น ผมจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ผมกล้าจะเห็นต่าง ซึ่งเป็นความยากลำบาก แต่ผมยืนยันไม่เป็นอื่นแม้ผมเห็นต่าง อีกทั้งการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้เช่นกัน ถ้าผมต้องการคิดในเชิงประโยชน์ ใครเขาจะไปเลือกนายก อบจ.ส่วนท้องถิ่นคนหนึ่งแล้วมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย"
อีกอย่าง มีการถามตนว่า คิดจะย้ายขั้วเปลี่ยนข้างหรือไม่ ตนจึงยืนยันว่า ถ้าคิดหาประโยชน์แล้วโดยในช่วงที่ผ่านมาหลายปีนั้น แค่ทำเนียนอยู่ในพรรคแล้วคอยแสดงความเห็นไม่ขัดแย้งใดๆก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตนรู้ว่า เมื่อมีปัญหาความแตกต่างนี้ จะนำพาสู่ความยากลำบาก การย้ายขั้วสลับข้างทำแนบเนียนอยู่ในพรรคนั้นจะดีที่สุด ดังนั้น การพยายามอธิบายว่า เผาพรรคนั้น เป็นเพราะที่ผ่านมามีเส้นทางเดินที่แตกต่างกันอยู่คือ สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เห็นแตกต่างแต่ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนตนไม่อาจเห็นด้วยในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยได้ จึงต้องพูดแตกต่าง โดยเฉพาะกรณี พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งเคยตกลงกันว่า จะนิรโทษกรรมให้เฉพาะประชาชนเท่านั้น เว้นแกนนำที่ต้องต่อสู้คดีก่อการร้ายมีโทษขั้นประหารชีวิต
เราเห็นแล้วว่า การปลดปล่อยประชาชนจะเป็นอานิสงส์ยิ่งใหญ่ ยกเว้นแกนนำ เมื่อไม่ปฏิบัติตามที่ให้สัจวาจากันไว้ แต่ขยายเลยเถิดไปสู่แกนนำ แล้วนำไปสู่เรื่องราวต่างๆนั้น ตนจึงต้องออกมาคัดค้าน เพราะรู้ว่า เป็นหายนะของขบวนการประชาชนและรัฐบาล จนทำให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาไล่รัฐบาลมากขึ้น
"ใน พรบ.สุดซอยที่มีการลักหลั่น เจ๊ไปคุมทำเอาตอนตีสี่ตีห้า ที่กล่าวหากันว่า เป็นการลักหลับนั้น แม้ใช้เสียงข้างมากลากไป แต่ท้ายสุดไปเพาะเชื้อให้การชุมนุมลุกลามเกิดการซัตดาวน์กรุงเทพ รัฐบาลก็พังพาบนำพาไปสู่การยึดอำนาจ"
ในช่วงการคัดค้าน มีความเห็นแตกต่างกัน พรรคส่วนหนึ่งงดออกเสียง แต่อีกส่วนทำตามใจเจ๊ คือยกมือเห็นด้วย ตนไม่ว่าอะไร แต่ที่สุดนำไปสู่การพัง เกิดการยึดอำนาจ แล้วคนไทยต้องเดือดร้อนกันถึงทุกวันนี้