ส่วนยอดยกเลิกการจองห้องพักในเชียงใหม่ พบว่ามียอดยกเลิกเพียง 3% เท่านั้น แต่การจองเพิ่มระหว่างสัปดาห์ไม่มีมาเลย เพราะคนไทยยังไม่หายตระหนก ทำให้กระแสการจองห้องพักแผ่วลงไปทันที ส่งผลให้ตลอดเดือนธันวาคมนี้ เดิมคาดว่าจะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 70-80% น่าจะหายไป 20-30% เหลืออัตราเข้าพักเฉลี่ยตลอดเดือนนี้ 50-60%
แม้อัตราเข้าพักเฉลี่ยดังกล่าวจะดีกว่าช่วงหลังเจอวิกฤติโควิดใหม่ๆ แต่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนตามที่ผู้ประกอบการโรงแรมตั้งเป้าหมายในช่วงไฮซีซันที่กระแสการเข้าพักดีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยบรรยากาศท่องเที่ยวและอากาศดี โรงแรมต่างออกโปรโมชั่นแรงๆ ไปจนถึงสิ้นปีเพื่อเรียกลูกค้า กลายเป็นว่ากรณีนี้ทำให้ภาคการท่องเที่ยวในเชียงใหม่และเชียงรายชะงักไป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว กลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มองค์กรเดินทางเป็นหมู่คณะที่ขอชะลอการเดินทางจนกว่าจะมั่นใจในสถานการณ์
สมาคมฯได้หารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ว่า นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานสุขอนามัย ท่องเที่ยวแบบการ์ดไม่ตกแล้ว ต้องการให้ ททท.ช่วยส่งเสริมการตลาดด้วยการออกแคมเปญแรง ระยะสั้นช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นปี เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น หนุนอัตราเข้าพักดีขึ้นให้กลับมาอยู่ที่ 70-80% พร้อมดึงอินฟลูเอนเซอร์มาออกทริปที่เชียงใหม่และเชียงราย และสื่อสารข้อมูลให้นักท่องเที่ยวไทยรับทราบว่าไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีการแพร่ระบาด ผู้ติดเชื้ออยู่ในสถานที่กักกันตัวเพื่อควบคุมโรคแล้ว และไม่ได้เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์แต่อย่างใด
น่าเสียดายที่ยอดจองโรงแรมเชียงใหม่และเชียงรายมาชะงักช่วงเดือนนี้ เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาภาคเหนือ อย่างไรก็ตามยังได้ตลาดไทยเที่ยวนอกซึ่งแต่ละปีมีจำนวนคนไทยเที่ยวต่างประเทศ 12 ล้านคน มาช่วยเติมเต็มอัตราเข้าพักในช่วงนี้
ด้านผู้ว่าการ ททท. ยุทธศักดิ์ สุภสร ระบุ ในช่วงหยุดยาววันรัฐธรรมนูญนี้ มีปัจจัยลบที่ส่งผลให้คนไทยเกิดความลังเลในการเดินทางท่องเที่ยว ได้แก่ 1.การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของเชื้อโควิด-19 จากคนไทยที่ลักลอบกลับเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติในอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะใน จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากนักท่องเที่ยวเริ่มวิตกกังวลและไม่เชื่อมั่นกับสถานการณ์การกลับมาแพร่ระบาดภายในประเทศ
โดยกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อข่าว อาทิ นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มประชุมสัมมนา เริ่มทยอยยกเลิกการจองห้องพัก ยกเลิกการจัดงานสัมมนา และอีเวนท์ต่างๆ ในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวบางส่วนอาจมีการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางในช่วงวันหยุดด้วยการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด หันมาเดินทางระยะใกล้ และชะลอการเดินทางระยะไกลไปในช่วงเทศกาลปีใหม่แทน ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของภาคเหนือชะลอตัวลง
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในวันหยุดยาวนี้ ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่หลัก ได้แก่ ชลบุรี กรุงเทพฯ กาญจนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ เหมือนเช่นวันหยุดยาวเดือนที่ผ่านมา ขณะที่เมืองรองอย่างสุพรรณบุรีซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายทั้งอุทยานแห่งชาติ เขื่อน ศาสนสถาน ตลาดร้อยปี และอื่นๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม เริ่มเข้ามาติด 1 ใน 10 จังหวัดยอดนิยมในช่วงวันหยุดนี้แทนที่นครศรีธรรมราชซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ไม่เอื้อให้มีการเดินทางเข้าพื้นที่ขณะนี้
อุทยานแห่งชาติจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในอันดับต้นๆ ที่คนไทยมักนิยมไปท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว จากข้อมูลการเข้าชมอุทยานแห่งชาติและวนอุทยานแห่งชาติในช่วงวันหยุดพิเศษเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีคนไทยเข้าชมอุทยานแห่งชาติและวนอุทยานแห่งชาติมากกว่า 4 แสนคน มากกว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ประมาณ 2.4 เท่า
โดยอุทยานแห่งชาติที่คนไทยนิยมไปมากที่สุด ส่วนใหญ่มักเป็นภูเขาและน้ำตกซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวน้อยกว่าอุทยานแห่งชาติทางทะเล อันดับ 1 คือเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา จำนวน 4.35 หมื่นคน, อันดับ 2 ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ 4.02 หมื่นคน, อันดับ 3 เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง 1.82 หมื่นคน, อันดับ 4 ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย 1.68 หมื่นคน และอันดับ 5 ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย 1.37 หมื่นคน