ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็เสนอร่าง พ.ร.บ.ชื่อเดียวกันมาประกบไว้ด้วย แต่ไม่ได้เสนอให้เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป จึงต้องเข้าสู่ระเบียบวาระตามขั้นตอนปกติ คือเข้าสภาผู้แทนราษฎร แล้วไปต่อวุฒิสภา ไม่ได้เข้าที่ประชุมรัฐสภาทันทีเหมือนร่างของรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป (ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้านมองว่าไม่ได้เป็น)
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ของฝ่ายค้าน ยังเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ประธานสภาจึงต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรองอีกขั้นตอนหนึ่ง ทำให้ช้าหนักเข้าไปอีก
แต่ที่น่าสนใจก็คือ เนื้อหาในร่างกฎหมายของฝ่ายค้านและรัฐบาล มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญมากพอสมควร โดยเฉพาะกรอบการทำประชามติ และการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ จากจุดนี้เองจึงทำให้มีเสียงคัดค้านร่างของรัฐบาล และเรียกร้องให้เร่งบรรจุร่างของฝ่ายค้านเข้าสู่การพิจารณา เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 2 หากผ่านวาระ 3 ก็ต้องทำประชามติทันที แต่ถ้าถึงวันนั้นแล้วยังไม่มีกฎหมายประชามติ การลงประชามติก็ยังต้องรอต่อไป และจะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล่าช้าไปมากกว่าเดิม
นี่คือหมากกลทางการเมืองที่ต้องบอกว่าสู้กันทุกเม็ด ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล
ส่วนเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ของรัฐบาลกับฝ่ายค้านแตกต่างกันอย่างไร วันนี้ "ทีมข่าวเนชั่นทีวี" ทำข้อมูลมาเปรียบเทียบให้ดูแบบเข้าใจง่าย....
รัฐบาล
1. ชื่อเต็ม "ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ...."
2. เสนอเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป พิจารณาโดยที่ประชุม "รัฐสภา"
3. การออกเสียงประชามติทำได้ 2 กรณี
3.1 แก้รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 256 (แก้หมวด 1 หมวด 2 หมวด 15 ว่าด้วยวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ และอำนาจศาล องค์กรอิสระ) **เป็นภาคบังคับต้องทำประชามติ
3.2 ตามที่ ครม.เห็นสมควร (ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166) ต้องไม่เป็นประเด็นที่ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นเรื่องตัวบุคคล คณะบุคคล
4. การทำประชามติต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน และไม่ช้ากว่า 120 วัน
5. วิธีการออกเสียง ใช้บัตรลงคะแนนหย่อนใส่หีบบัตร
6. ผ่านประชามติด้วย 2 เงื่อนไข
6.1 ผู้มาออกเสียงต้องเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง**(สัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่ใช่พระ นักบวช และไม่วิกลจริต)
6.2 เสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง
7. การให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็น
7.1 กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ กกต.สรุปสาระสำคัญเผยแพร่ประชาชน โดยไม่ชี้นำ
7.2 กรณีอิ่นๆ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะทำประชามติ ทำข้อมูลเผยแพร่ โดยไม่ชี้นำ
7.3 จัดแสดงความเห็นผ่านทีวี วิทยุได้ แต่ต้องรอบด้าน เท่าเทียม
8. มีโทษสำหรับผู้ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย**(ฝ่ายค้านและภาคประชาชนมองว่า เขียนไว้กว้างๆ อาจตีความว่าการรณรงค์ให้รับ ไม่รับ หรือโหวตโน เข้าข่ายความผิด มีโทษจำคุกถึง 10 ปี)