เนชั่นทีวี

ข่าว

"ปิยบุตร"อัด"ถาวร"เอาข้อมูลเก่ามาโยงมั่วกล่าวหาอยู่เบื้องหลังคณะราษฎร

25 พ.ย. 2563 | chairat_pat

"ปิยบุตร"อัด"ถาวร"เอาข้อมูลเก่ามาโยงมั่วกล่าวหาอยู่เบื้องหลังคณะราษฎร

"ปิยบุตร แสงกนกกุล" อัด "ถาวร เสนเนียม" แผ่นเสียงตกร่องกล่าวหาอยู่เบื้องหลังม็อบคณะราษฎรด้วยการโยงคดีอิลลูมินาติ ชี้สะท้อน 3 ข้อ ดูถูกเยาวชน-ไม่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง-ใช้การเมืองเก่าโหนสถาบันฯอ้างจงรักภักดี ย้ำคกก.สมานฉันท์ใครเข้าไม่สำคัญเท่ากับต้องทำ 3 ข้อเรียกร้อง

25 พฤศจิกายน 2563 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวถึงกรณีที่ นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม กล่าวหาว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะ และตน อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน ในนาม "คณะราษฎร" รวมถึงกล่าวหาว่าเป็นผู้มีแนวคิดล้มล้างสถาบันฯนั้น เท่าที่ฟังการชี้แจงและให้ข้อมูลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นข้อกล่าวหา ที่เจอมาตั้งแค่ครั้งก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ โดยไปค้นเอาหลักฐานที่เป็นเอกสารงานวิชาการของตน และบทสัมภาษณ์ของนายธนาธร นำมาโยงมั่วไปหมด ซึ่งกรณีแบบนี้ก็เคยมีผู้โยงมาก่อนแล้ว คือ นายณฐพร โตประยูร ที่ฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่าคดีอิลลูมินาติ แต่ที่สุดศาลก็ยกฟ้องไป

ทั้งนี้ การแถลงข่าวของนายถาวร ถือเป็นการใส่ร้าย เข้าข่ายหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน แต่ส่วนตัวที่ผ่านมาก็อดทนในการใช้กฎหมายอย่างนี้ฟ้องร้องกัน เพราะเชื่อในเรื่องเสรีภาพการแสดงออก และเชื่อว่าถ้าเป็นความเท็จ ประชาชนก็จะสามารถตัดสินได้เองว่าจะเชื่อใคร และการพูดของนายถาวรช่วงนี้ คือ พูดในช่วงที่มีการชุมนุมของคณะราษฎร ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็อดคิดไม่ได้ว่า วิธีคิดแบบนี้สะท้อนอะไรบ้าง

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ซึ่งน่าจะมีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.สะท้อนถึงความเป็นกลุ่มคนที่ไม่ทันยุคสมัย ดูถูกเยาวชนอนาคตของชาติ มองด้วยแว่นสายตายุคเก่าอย่างเช่นในยุคสงครามเย็น ว่าต้องมีผู้อยู่เบื้องหลัง 2.สะท้อนความหวาดกลัว ไม่พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง กับโลกใบใหม่ และไม่รู้จะจัดการอย่างไร จึงใช้วิธีการหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ ให้สบายใจ และ 3.สะท้อนถึงการทำลายกันแบบเก่าๆ ใช้มุกเก่าๆ โดยดึงเรื่องสถาบันฯ มาเป็นเครื่องมือโจมตีอีกฝั่ง ทั้งที่ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมนั้น คือ ปฏิรูปสถาบันฯ ให้คงอยู่คู่ประชาธิปไตย


"ปิยบุตร"อัด"ถาวร"เอาข้อมูลเก่ามาโยงมั่วกล่าวหาอยู่เบื้องหลังคณะราษฎร

"ถึงตอนนี้ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ต้องยอมรับว่าข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ได้ถูกนำขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้ว ทางเดียวที่จะหาทางออกได้ ก็คือการรับฟัง พูดคุยอย่างมีวุฒิภาวะ การปราบปรามไม่ทำให้อะไรดีขึ้น การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำได้แต่เพียงปลอบใจตัวเอง ว่าจัดการได้ นี่คือการเมืองเก่าที่อ้างเรื่องความจงรักภักดี ไม่รู้จะคิดนโยบายมาใช้แข่งขันกันอย่างไร และแทนที่จะไปควานหาว่าใครอยู่เบื้องหลังการชุมนุม อยากให้คนที่ทำรัฐประหาร รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ และผู้ที่สนับสนุนทั้งหลาย ได้หยิบกระจกขึ้นมาส่องดูตัวเอง แล้วคิดว่าคงจะเจอสาเหตุทำให้คนออกมาชุมนุมได้" นายปิยบุตร กล่าวส่วนการการตั้งคณะกรรมการปรองดอง และมีการเสนอชื่อนายธนาธรและตนด้วยนั้น ซึ่งที่ผ่านมามีคณะกรรมการปรองดองเกิดขึ้นมาแล้วหลายชุด ครั้งนี้ก็เช่นกัน สำหรับตนหลัก คือ ไม่ใช่ว่าใครที่ไปนั่งเป็นกรรมการบ้าง แต่ต้องเป็นเรื่องของเนื้อหา และขอบเขตของการทำงานนี้ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกและเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่อย่างสันติ 2.การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3.ปฏิรูปสถาบันฯ ซึ่งถ้าจงใจละเลยข้อใดไป คณะกรรมการชุดนี้ก็จะเหมือนชุดก่อนๆ มีแต่รายงาน ไม่ได้ถูกนำไปใช้ ดังนั้น ไม่สำคัญว่าตนหรือนายธนาธรจะเข้าไปอยู่ในกรรมการหรือไม่ แต่อยู่ที่มีการพูดคุยข้อเรียกร้องนี้หรือไม่

"ผมพูดหลายครั้ง ว่าไม่จำเป็นที่ต้องเป็นผมเข้าไปร่วม เพราะเนื้อหาที่ต้องคุยกันทั้ง 3 เรื่องนั้น มันอยู่ในที่สาธารณะอยู่แล้ว อยู่ที่กรรมการตั้งใจจะทำเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งพอได้มาเห็นโครงสร้างของกรรมการแล้ว ก็พบแต่กลุ่มคนที่โจมตีผู้ชุมนุม จะเอาคนเหล่านี้หรือมาเป็นคนสร้างความปรองดอง เพราะไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นส.ส.ฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ก็ล้วนแต่เป็นฝ่ายที่มีชุดความคิดเดียวกัน เชื่อมโยงมาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. จึงกลัวว่าจะมาเป็นพวกที่ตีกรอบว่าเรื่องไหนพูดได้ เรื่องไหนพูดไม่ได้ ซึ่งคิดว่าจะไม่ได้สร้างบรรยากาศในกการพูดคุยเลย" นายปิยบุตร กล่าว

ข่าวล่าสุด