ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการรถบรรทุกส่วนใหญ่ ได้หันมาใช้รถบรรทุกมาตรฐานยูโร 3-5 กันหมดแล้ว ซึ่งจะมีเครื่องเทอร์โบผันแปรกำจัดมลพิษอยู่ในตัว จึงไม่ค่อยมีควันดำเหมือนในอดีต เช่นที่บริษัทของตนเอง ซึ่งมีหัวรถบรรทุกพ่วงอยู่ในบริษัทกว่า 200 คัน ปัจจุบันได้ใช้รถมาตรฐานยูโร 3-5 ทุกคัน อีกทั้งยังมีเครื่องล้างเขม่าควันดำ สำหรับล้างรถทุกคัน ทุก 3 เดือน ทำให้สามารถช่วยลดค่าควันดำลงอีกถึง 20% จึงไม่เคยถูกจับดำเนินคดีควันดำเกินมาตรฐานแม้แต่ครั้งเดียว แต่ถ้าทางกรุงเทพมหานคร จะบังคับใช้นโยบายนี้จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ต่อระบบเศรษฐกิจและการจราจร
ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างการให้รถบรรทุกพ่วงเทรลเลอร์ บรรทุกสินค้าเข้าไปในกรุงเทพมหานคร 1 คัน สามารถบรรทุกได้ประมาณ 30 ตัน แต่ถ้าไม่ให้รถบรรทุกเข้า ก็จะต้องเปลี่ยนเป็นรถกระบะ 4 ล้อ ที่จะบรรทุกได้คันละเพียง 2 ตันเท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้รถกระบะมากถึง 15 คันถึงจะเท่ารถบรรทุก 1 คัน จะทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดเพิ่มขึ้น และมลภาวะพิษก็จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณรถกระบะด้วย ขณะเดียวกันถ้ารถบรรทุกเข้าไม่ได้ก็จะเกิดการจอดรออยู่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่มีพื้นที่รองรับทำให้รถบรรทุกต้องพากันไปจอดพักอยู่ข้างทาง กลายเป็นการจอดกีดขวางการจราจร สร้างปัญหากับผู้ใช้รถใช้ถนนรวมทั้งอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้ ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลต้องกลับไปทบทวนกันใหม่