นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (18 พ.ย.) หากใช้หลักรัฐศาสตร์ ไม่เพิ่มเงื่อนไข ให้ทุกฉบับร่างแก้ รธน.เข้่าสภาก่อน แต่การใช้อารมณ์มาอภิปรายในสิ่งที่เป็นเปลือก เหยียดหยามเรื่องเชื้อชาตินั้น ถ้าต่้องการสู้เรื่องเนื้อหาแล้ว ต้องไม่นำเรื่องเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อทัศนคติเป็นปัญหา และทั้งรัฐบาล-รัฐสภาไม่เป็นแหล่งพักความขัดแย้งไว้ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับผลกระทบอย่างน้อยที่สุด แต่ทั้งสองแห่งเอาตัวรอดเรื่องจึงถึงสถาบัน และเหลืออยู่เป้าเดียว หากยกตัวอย่างเปรียบเทียบคงเป็นว่า ถ้าใครคิดทำร้ายนายกฯแล้ว หน่วยรักษาความปลอดภัยกลับเอี้ยวตัวหลบ กระสุนจึงไปถึงตัวนายกฯ จะรู้สึกอย่างไร โดยคนพวกนี้ต้องยอมพลีชีพก่อน เพราะเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย ดังนั้น รัฐบาลและรัฐสภาต้องเป็นด่านพักด่านแรกไม่ให้เรื่องไปกระทบระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท
"แต่นี้กลับเปล่าเลย แล้วมาทำเป็นขึงขัง ทั้งที่เป็นคนเปิดประตูให้ปัญหาเข้ามากัน ลองทบทวนเรื่องที่เกิดมานั้น เป็นเพราะแต่ละฝ่ายเอาตัวรอดกันหรือเปล่า ถ้าเมื่อวาาน (18 พ.ย.) ผ่านทั้ง 7 ร่างแก้ รธน.แล้วเรื่องจะออกมาอย่างนั้นหรือ แต่นี้เอาตามความรู้สึก ต้องการผลักความขัดแย้งมุ่งสู่สถาบันพระมหากษัตริย์แต่เพียงอย่างเดียว" นายจตุพร บอกว่า ถ้านายกฯเสียสละคนหนึ่ง อย่างน้อยทำให้สถานการณ์ร้อนได้เย็นลง แม้ไม่เย็นทั้งหมด แต่ได้มีความพยายามระดับหนึ่ง ถ้าแต่ละส่วนทำตามหน้าที่ของตัวเอง บ้านเมืองจะไม่มีสภาพแบบนี้ "แถลงการณ์ฉบับนี้ ดูเสมือนหนึ่งว่า เป็นมาตรการเด็ดขาดได้ทำหน้าที่แล้ว ที่ผ่านมาใช้ทุกมาตราตามกฎหมายจนหมดสิ้นแล้ว ตั้งข้อหามากมายอยู่แล้ว แต่แถลงการณ์ฉบับนี้เจตนาจะใช้มาตรา 112 ซึ่งการสร้างความเข้าใจในสถานการณ์นี้ก็มาจากตัวนายกฯเอง" การสร้างความสมานฉันท์ ลดความเกลียดชังนั้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะระหว่างเหลืองกับราษฎรที่รัฐสภาเมื่อคืน 17 พ.ย. แล้วลามไปถึงฝ่ายราษฎรถูกยิงนั้น เมื่อเริ่มต้นเสียเลือดกันแล้ว จะหยุดก็เมื่อเลือดไหลนองท้องช้างแล้ว ตนพยายามมองโลกในแง่ดีอยู่ว่า ผลการปะทะกันและใช้ปืนยิงใส่กันนั้น ทำให้เกิดแถลงการณ์ฉบับนี้ เพราะในอดีตมีเหตุเพื่อประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน จำเป็นสร้างสถานการณ์ต่างๆเพื่อให้มีสถานการณ์ฉุกเฉิน "ครั้งนี้เช่นกัน การจัดคนเสื้อเหลืองมาปะทะนั้น คนในรัฐบาลเป็นคนจัดการ แต่ไม่มีอะไรออกจากรัฐบาลเลยทั้งการปฏิเสธหรือยอมรับ เพราะข้อเท็จจริงทั้งโชเชียลมีเดีย สื่อมวลชนกระแสหลักรู้กันทั่วอยู่แล้วว่า ใครเอามา เพื่อให้เกิดสถานการณ์ปะทะ แล้วตามมาด้วยการออกแถลงการณ์ฉบับนี้"
เมื่อทุกอย่างชี้ให้เห็นแล้วว่า ใช้มาตรการทางกฎหมายผลลัพธ์เป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่เหนือกำหมายคือความรับผิดชอบทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ซึ่งต่างเอาตัวรอดทั้งสองฝ่าย และไม่มีวีแววว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร "วิธีคิดง่ายๆคือ ตั้งข้อหาแล้วตัวเองจะอยู่ได้หรือไม่ ถามว่าปัญหาจะจบหรือไม่ ทำทุกอย่างปัญหาก็ไม่จบถ้าไม่มองที่ต้นของปัญหา แม้ผ่านแค่ 2 ร่างแก้ รธน.ก็ตาม แต่ผมเชื่อว่า รธน. 2560 จะไม่มีการแก้ไข เหมือน รธน. 2540 และ ปี 2550 ที่ถูกฉีกทิ้ง"