สำหรับท่านใดที่ยังไม่แน่ใจถึงข้อดีของร่างของภาคประชาชน ผมขอเชิญชวนให้ท่านตั้งใจฟังการอภิปรายในรัฐสภาของผู้ชี้แจงจาก iLaw เมื่อวานอีกสักครั้งแต่สำหรับท่านใดที่กังวลใจกับข้อกล่าวหาต่างๆ ผมขอถือโอกาสนี้ชี้แจงข้อกังวลหลักของหลายท่าน หากจะช่วยลดความหวาดระแวงและทำให้ท่านเปิดใจรับฟังมากขึ้น1. "อย่ากังวลเรื่องการล้มล้างการปกครอง"บางท่านได้แสดงความกังวล ว่าการที่ร่างของภาคประชาชนเป็นร่างเดียวที่เปิดให้ สสร. มีอำนาจพิจารณาทุกหมวดทุกมาตรา (รวมถึงหมวด 1 และ หมวด 2) จะเสี่ยงต่อการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมขออนุญาตคลายความกังวลของท่าน ดังนี้i) การแก้ไขหมวด 1 และ หมวด 2 ไม่สามารถล้มล้างการปกครองได้- มาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ชัด ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ ก็ตาม ไม่สามารถทำได้หากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ การเปลี่ยนรูปแบบรัฐจากการเป็นรัฐเดี่ยว- มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่บางท่านเห็นชอบ ยังเปิดช่องให้แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ตราบใดที่มีการทำประชามติถามประชาชน
ii) หมวด 1 และ หมวด 2 ถูกแก้ไขมาโดยตลอด และไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างการปกครอง- จากรัฐธรรมนูญ 2540 มาสู่ รัฐธรรมนูญ 2550 มีการแก้ไข มาตรา 3 ในหมวด 1 โดยเติมประโยคที่ว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม" - การแก้หมวด 1 ตรงนี้ ไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการตอกย้ำความสำคัญของหลักนิติธรรม
- จากรัฐธรรมนูญ 2550 มาสู่รัฐธรรมนูญ 2560 มีการแก้ไขหมวด 2 หลังจากทำประชามติกับประชาชนไปแล้วรวมจำนวน 6 มาตรา รวมไปถึงการแก้มาตรา 16 ให้เขียนว่า พระมหากษัตริย์จะ "ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้" เวลาไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร - การแก้หมวด 2 ตรงนี้ ก็ไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด
iii) การเปิดให้พิจารณาหมวด 1 หมวด 2 เป็นวิธีเดียวในการหาฉันทามติจากทุกฝ่าย เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
- ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้างอย่างสาธารณะ และเป็นเนื้อหาที่สำคัญต่อผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย
- การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในรูปแบบของ สสร. ที่เปิดให้มีการพิจารณา หมวด 1 หมวด 2 จึงมีความจำเป็น ต่อการเปิดให้เนื้อหาสาระของทุกข้อเสนอด้านการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ (ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย) ได้ถูกพูดคุยแลกเปลี่ยนและผสมผสานบนพื้นฐานของเหตุและผล เพื่อให้สังคมหาฉันทามติในเรื่องนี้ได้อย่างสันติวิธี ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาว่าให้มีการปฏิรูปหรือไม่มีการปฏิรูป และถ้าให้มีการปฎิรูป จะปฏิรูปในรูปแบบใดก็ตาม
- เสรีภาพอย่างหนึ่งที่รัฐไม่มีทางควบคุมได้ คือเสรีภาพในความคิด และในวันที่ผู้คนมากมายมีความคิดที่หลากหลายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การพยายามบังคับให้ทุกคนคิดเหมือนกันหรือหยุดคิดเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ และเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
- ในเมื่อความคิดนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางออกของรัฐที่มีวุฒิภาวะ จึงไม่ใช่การปิดประตูไล่ให้ทั้งสองฝ่ายไปแสดงความเห็นบนเวทีชุมนุมหรือในพื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นการเปิดประตูให้ทุกความใฝ่ฝันและทุกความกังวลได้ถูกพิจารณาในพื้นที่ปลอดภัยในระบบรัฐสภาอย่างเช่น สภาร่างรัฐธรรมนูญ