นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีนเรียกความสำเร็จครั้งนี้ว่า เป็น "ชัยชนะของระบบพหุภาคีนิยมและการค้าเสรี" แต่ในความเป็นจริง นี่ถือเป็น "ชัยชนะครั้งสำคัญของประเทศจีน" ที่สามารถแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจได้อย่างเด็ดขาด เพราะจีนคือผู้ผลักดันข้อตกลง RCEP มาตั้งแต่ต้น จีนเป็นตลาดนำเข้าและส่งออกอันดับ 1 ของอาเซียน และจีนคือประเทศที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด สอดคล้องกับท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ได้ประกาศเอาไว้เมื่อต้นเดือนนี้ว่า เป้าหมายของประเทศจีนก็คือ "การเปลี่ยนตลาดในประเทศให้กลายเป็นตลาดของทั้งโลก" และตอกย้ำว่า การเปิดประเทศเพื่อทำการค้ายังคงเป็นแนวโน้มที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งคำกล่าวนี้ก็คงจะเป็นการเหน็บเบาๆ ไปยังนโยบายปกป้องการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นั่นเอง
ในเมื่อข้อตกลง RCEP ถือเป็นชัยชนะของจีน ในทางกลับกันนี่จึงถือเป็น "การเพลี่ยงพล้ำ" ครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ด้วย เพราะก่อนหน้านี้ข้อตกลง RCEP กับข้อตกลง TPP ที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐฯ ได้มีการเจรจาตีคู่กันมาโดยตลอด ซึ่ง TPP มีโอกาสประสบความสำเร็จก่อนด้วยซ้ำ แต่แล้วพอมาถึงยุคของทรัมป์ พอรับตำแหน่งวันแรก ทรัมป์ก็ถอนสหรัฐฯ ออกจาก TPP ทันทีด้วยเหตุผลว่าสหรัฐฯ เสียเปรียบ จนอีก 11 ประเทศที่เหลือต้องไปจับกลุ่มรวมกันใหม่ในนาม CPTPP
CPTPP ที่ไม่มีสหรัฐฯ ถูก "ลดความสำคัญ" ลงไปโดยปริยาย และยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับ RCEP โดย CPTPP มีขนาดจีดีพีรวมกันเล็กกว่า RCEP กว่า 2 เท่า และมีจำนวนประชากรรวมกันน้อยกว่ากลุ่มประเทศ RCEP เกือบ 5 เท่า แต่ในขณะเดียวกัน CPTPP ก็ยัง "แง้มประตู" รอต้อนรับการกลับมาของสหรัฐฯ เสมอ
ส่วน RCEP ใช่ว่ากระบวนการที่ผ่านมาจะราบรื่นตลอดรอดฝั่ง เพราะเมื่อปีที่แล้วอินเดียได้ถอนตัวจากการเจรจาไป ด้วยกลัวว่าสินค้าจากจีนจะไหลทะลักเข้าประเทศ ทำให้ RCEP มีประชากรหายไปกว่า 1,300 ล้านคน
นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า RCEP มีทั้ง 10 ประเทศอาเซียนเป็นสมาชิก ในขณะที่ CPTPP มีแค่สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไนเท่านั้น ซึ่งปัจจัยสำคัญก็คงจะมาจากการที่ CPTPP ครอบคลุมประเด็นสิทธิแรงงาน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพย์สินทางปัญญาด้วย