ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุเผชิญหน้าปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจเล็กน้อยต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อรอฟังการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นระยะ เช่น การฉีดรถน้ำผสมสารเคมี การใช้แก๊สน้ำตา รวมถึงการใช้แท่งคอนกรีดและรั้วลวดหนามกั้นขวางเพื่อไม่ใช้ผู้ชุมนุมมาถึงบริเวณรัฐสภาได้ ในเวลาต่อมา ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้ผลัดกันออกไปสังเกตการณ์และหาทางเจรจาเพื่อลดการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ในหลายจุด
ด้านในสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ลุกขึ้นขอหารือกับประธานสภาว่า มีการฉีดน้ำสีผสมแก๊สน้ำตาใส่ประชาชน จึงขอให้ประธานสภาประสานไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อหยุดใช้มาตรการรุนแรงกับประชาชน และเรียกผู้บัญชาการเหตุการณ์เข้ามาหารือ เพื่อหามาตรการที่เหมาะสม ไม่เกินสัดส่วนอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่และขอให้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เพราะการชุมนุมของราษฎรที่ผ่านมาล้วนเป็นไปอย่างสงบ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดกั้นการชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้
จากนั้น นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ได้หารือต่อว่า ประธานสภาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อลดอุณหภูมิของสถานการณ์ เพราะผู้แทนราษฎรไม่สามารถนั่งอยู่เฉยในห้องแอร์เย็นๆ ขณะที่ประชาชนข้างนอกโดนเอารถน้ำฉีดและถูกขู่ยิงกระสุนยางได้
สำหรับการอภิปรายของ ส.ส. พรรคก้าวไกล ต่อรายงานการการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการจำนวน 6 ฉบับ ซึ่งเป็นญัตติในวันนี้ ธีรัจชัย ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกผิดหวังกับรายงานฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการแต่อย่างใดที่ไม่มีคำตอบอะไรเกิดขึ้น เพราะตั้งคณะกรรมาธิการเป็นเพียงการประวิงเวลาเท่านั้น เหตุนี้ทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคก้าวไกลไม่เข้าร่วมตั้งแต่แรก
"เป็นเพียงละครปาหี่เพื่อยื้อเวลาประวิงเวลา แต่ที่ตลกร้ายไปมากกว่านั้นคือ ผู้ที่เข้าชื่อตั้งคณะกรรมาธิการบางคนก็ได้เตรียมเอาไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลตีความ เป็นความพยายามในการถ่วงเวลาอีก ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการถ่วงเวลา หลายเดือนก่อนสภาก็เคยตั้ง กมธ.ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วซึ่งต้องไปศึกษาอีก 7-8 เดือน ซ้ำร้าย ส.ส.ฝั่งรัฐบาล ยังยอมรับเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา การที่รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ออกแบบมาเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ย่อมเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรม รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงจำเป็นต้องมีประเด็นการแก้ไขเป็นจำนวนมาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประเทศไทยไม่มีอนาคต ทำให้ประเทศถอยหลัง หาความเจริญไม่ได้ เพราะกรอบกติกาสูงสุดไม่เอื้อให้เกิดขึ้น"
นายธีรัจชัย ยังได้เสนอว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่แก้ในเชิงเทคนิคเท่านั้น ต้องแก้ที่หัวใจสำคัญ อย่าอ้างปัญหาเชิงเทคนิคและตีความแบบศรีธนญชัย เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นการทำลายอนาคตของประเทศและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตต่อไปในสังคมนี้อีกนาน
ด้าน นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 27 พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า แม้ไม่มีบัญญัติให้แก้ไขแต่ก็สามารถแก้ไขได้ทั้งฉบับ ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญตั้งเเต่ พ.ศ.2475 ฉบับลงวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งก่อนหน้าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประเทศไทยมีการใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่ระบุไว้ให้มีการเเก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เเต่ท้ายที่สุดเเล้วก็มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้กระบวนการนิติบัญญัติคือรัฐสภาในการลงมติออกเสียงในเเต่ละวาระ จนนำมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ในวันที่ 10 ธันวาคม เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่แก้ไขได้โดยกระบวนการของนิติบัญญัติเเม้ไม่มีบทบัญญัติในการเเก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นี่คือในกรณีรัฐธรรมนูญฉบับเเรกของประเทศไทย