สำหรับใครที่กำลังตกเป็น
"ทาสแมว" ควรอ่านและต้องศึกษาข้อมูลให้ดีวันนี้..จะพาทุกคนไปรู้จักกับ
"โรคขี้แมวขึ้นสมอง" ซึ่งมีตัวการมาจากน้องเหมียวในบ้านคุณๆ นั่นเองแต่จะมาจากสาเหตุอะไร และมีอาการร้ายแรงต่อมนุษย์ หรือผู้เลี้ยงมากน้อยแค่ไหนนั้น
ย้ำว่าไม่ควรพลาด!!
(ขอขอบคุณภาพสวยๆจากพี่โย่ง อาร์มแชร์)
รู้จัก "โรคขี้แมวขึ้นสมอง"
ทาสกลุ่มไหนควรระวังพร้อมรู้จักวิธีป้องกันทุกความเสี่ยง
เหล่าทาสแมวอาจจะเคยได้ยินข่าว ผู้ป่วยติดเชื้อ Toxoplasmaจากขี้แมว จนป่วยเป็นโรคขี้แมวขึ้นสมอง มีอาการตาแดงป่วยคล้ายเป็นหวัด อาจจะรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างว่าเหมียว ๆในปกครองจะส่งต่อโรคให้เราไหม ดังนั้น เพื่อความสบายใจและความปลอดภัยของทั้งน้องเหมียวและเหล่าทาสแมวที่รัก ได้เวลาที่เราจะมาทำความรู้จักโรคขี้แมวขึ้นสมอง หรือโรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) กันดีไหม
โรคขี้แมวขึ้นสมอง คืออะไร?
โรคขี้แมวขึ้นสมอง เป็นโรคติดเชื้อปรสิตที่ชื่อว่า Toxoplasmagondii ซึ่งเชื้อนี้พบได้บ่อยในอุจจาระของแมวแต่นอกจากแมวแล้ว ยังพบเชื้อชนิดนี้ได้อีกในอุจจาระของแกะ แพะ สุกร รวมไปถึงเจ้าสุนัขตัวโปรดของทุกคนในครอบครัว
โรคขี้แมวขึ้นสมอง ติดต่อกันได้ยังไง
โรคขี้แมวขึ้นสมอง (Toxoplasmosis) คืออาการติดเชื้อที่มาจากปรสิต หรือโปรโตซัว ที่มีชื่อว่า Toxoplasmagondii ซึ่งพบได้มากที่สุดในอุจจาระของแมวหรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก เช่น เนื้อหมู เนื้อแกะ และเนื้อกวาง เป็นต้นก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อ สมอง ตา หัวใจ และปอดได้โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนเกิดการติดเชื้อปรสิตในอุจจาระแมวนั้น มีดังต่อไปนี้
การติดเชื้อ Toxoplasma gondii มักจะติดต่อผ่านการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อ เช่น สัตว์ที่มีเชื้อจะปล่อยไข่ของเชื้อโปรโตชัวออกมาพร้อมอุจจาระแล้วสัตว์อื่นมาเล็มหญ้า หรือกินอาหารใกล้ ๆ จุดที่มีอุจจาระปนเปื้อนเชื้อหรืออาจจะติดจากการกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีเชื้ออยู่อย่างแมวไปกินหนูติดเชื้อก็สามารถเป็นโรค Toxoplasmosis ได้
ส่วนในคนมักจะติดเชื้อตัวนี้จากอุจจาระของแมว โดยเฉพาะคนที่เก็บขี้แมวแล้วไม่ล้างมือหรือจับสัตว์เลี้ยงแล้วไม่ค่อยล้างมือก่อนหยิบอาหารเข้าปากหรือเกิดจากการที่แมวไปขับถ่ายลงดินแล้วเรากินผักหรือเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อตัวนี้อยู่ รวมไปถึงการถ่ายเลือดปลูกถ่ายอวัยวะ หรือถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกผ่านทางรก
โรคขี้แมวขึ้นสมอง อันตรายแค่ไหน
ความรุนแรงของโรคนี้ ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ อาจไม่แสดงอาการอะไร หรืออาจมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่ในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีอาการตั้งแต่ระยะเบา เช่น มีรอยโรคทางตา ตาแดงทำให้เจ็บตา หรืออาการหนักก็อาจถึงขั้นชัก และเสียชีวิตได้
โรคขี้แมวขึ้นสมอง ใครเสี่ยงบ้าง
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังโรคขี้แมวขึ้นสมอง ได้แก่
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเรื้อรังผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น ซึ่งเสี่ยงที่เชื้อจะขึ้นสมองและส่งผลให้ร่างกายแย่ลง จนอาจถึงแก่ชีวิต
- เด็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง
- หญิงมีครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก เสี่ยงแท้ง หรือเด็กในครรภ์พิการแต่กำเนิดซึ่งจะมีผลต่อการมองเห็นของเด็กหรือเสี่ยงเกิดภาวะหัวบาตรหรือโรคน้ำคั่งในโพรงสมองและภาวะสะสม
แคลเซียมที่ผิดปกติในเนื้อสมอง
โรคขี้แมวขึ้นสมอง อาการเป็นอย่างไร
*อาการในคนที่ภูมิคุ้มกันดี
ในคนทั่วไปที่ติดโรคมักไม่แสดงอาการและหายได้เองแต่ในคนที่มีอาการอาจเป็นเช่นนี้
- มีไข้ มีอาการคล้ายไข้หวัด
- ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต แต่หายได้เอง
- กดเจ็บบริเวณศีรษะและคอ
- ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ
- ปวดหัว
*อาการในกลุ่มเสี่ยง
- มึนงง
- มีไข้
- ปวดหัว
- สายตาพร่ามัว
- คลื่นไส้
- การประสานงานของร่างกายไม่ดี
- ชัก
- ปอดอักเสบ
- ติดเชื้อในสมอง ทำให้แขนขาอ่อนแรงได้
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เชื้อ Toxoplasma gondii อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ด้านบุคลิกภาพและพฤติกรรมโดยทำให้เกิดบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว (Neuroticism) โรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคซึมเศร้า
(Depression) และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
โรคขี้แมวขึ้นสมอง ป้องกันดี ลดเสี่ยงได้
เราสามารถลดความเสี่ยงโรคขี้แมวขึ้นสมองได้ ด้วยแนวทางป้องกันโรคดังนี้
- เลี้ยงแมวในระบบปิด เพื่อลดโอกาสรับเชื้อที่ปนเปื้อนในดิน รวมไปถึงการติดเชื้อจากสัตว์ตัวอื่น
- เลี้ยงแมวให้ห่างจากบริเวณที่เลี้ยงปศุสัตว์
- ไม่ควรให้แมวกินเนื้อดิบ หรืออาหารที่ไม่สุก
- สวมถุงมือทุกครั้งที่เก็บอุจจาระแมว หรือสัตว์เลี้ยง
- ล้างมือทุกครั้งหลังเก็บอุจจาระสัตว์เลี้ยงและควรล้างมือทุกครั้งหลังจับสัตว์เลี้ยง
- หลีกเลี่ยงการจูบสัตว์เลี้ยงที่ปากซึ่งอาจสัมผัสน้ำลายปนเปื้อนเชื้อ จากการที่แมวเลียเท้า หรือทวารหนักหลังขับถ่ายและลดความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย
- จูบสัตว์เลี้ยงบ่อย ๆ อันตรายเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร !
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุก
- ล้างมือบ่อย ๆ
- รักษาสุขอนามัยของทั้งตัวเองและสัตว์เลี้ยง
- หมั่นตรวจสุขภาพ
- หญิงมีครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ควรสัมผัสมูลแมวเช่น ทำความสะอาดกระบะถ่าย
อุจจาระของแมว
การเลี้ยงแมวไม่ได้ก่อโรคให้มนุษย์จนน่ากังวลใจแต่คนที่เลี้ยงแมวแบบไม่ระมัดระวังสุขภาพต่างหากที่พาตัวเองไปเสี่ยงกับโรคต่าง ๆดังนั้นอย่าเพิ่งใจร้ายกับน้องเหมียวกันนะทุกคน ทาสจ๋า แค่ทาสหมั่นดูแลสุขอนามัยของเจ้านายและให้ดีที่สุด เพียงแค่นี้ เราและเจ้านายแสนสวย ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขมากๆ อย่างแน่นอน...
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก :คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
: เฟซบุ๊ก PDRC ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี