รายงานข่าวจา
กระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าผู้ประกอบการใน
อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าฟิล์มบรรจุภัณฑ์ไบแอคเซียลลีออเรียนเต็ดโพลิโพรพิลีน หรือฟิล์มบีโอพีพีกำลังจะทำเรื่องร้องเรียนต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.)ให้พิจารณากรณีการขึ้นภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) อย่างรอบคอบ เพราะจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้ฟิล์มบีโอพีพีเป็นวัตถุดิบทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นและอาจจะกระทบต่อเนื่องถึงผู้บริโภคที่จะต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น
ทั้งนี้ทางกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยังจะขอให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.)และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นองค์กรภาคเอกชนที่ดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศให้เข้ามาช่วยเหลือและดูแลในกรณีนี้ด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศเป็นจำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบ
สำหรับเหตุที่คัดค้านการขึ้นภาษีเอดีเพราะจะทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน เทปกาว สติกเกอร์ เคลือบกระดาษและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ฟิล์มบีโอพีพี เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มยาและเวชภัณฑ์ ของใช้ส่วนบุคคล ของใช้ในครัวเรือน และอุตสาหกรรมอื่นๆที่มีรายได้จากการประกอบธุรกิจปีละกว่า 1 แสนล้านบาทจะได้รับผลกระทบและหากมีผลกระทบหรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ก็จะส่งผลต่อการจ้างงานในระบบทำให้มีปัญหาแรงงาน ตกงานเพิ่มขึ้นได้
ส่วนสินค้าที่จะได้รับผลกระทบหากฟิล์มบีโอพีพีถูกขึ้นภาษี ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน และส่วนใหญ่มีราคาไม่สูงมาก เช่นซองใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองขนมปัง ซองขนมขบเคี้ยว ซองลูกอม ซองใส่หน้ากากอนามัยซองใส่ถุงมือ ซองใส่เสื้อผ้า ซองใส่ถุงยางอนามัย ซองใส่ผงเกลือแร่ซองใส่เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ฉลากน้ำดื่ม และฉลากน้ำมันพืช เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกยังเห็นอีกว่าการใช้มาตราการเอดี เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตเพียงรายเดียว ไม่ใช่การปกป้องอุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการมากรายที่ได้รับผลกระทบขณะเดียวกันหากมีการใช้มาตราการเอดีก็จะทำให้ฟิล์มสำเร็จรูปที่นำเข้าจากประเทศที่ต้นทุนฟิล์มบีโอพีพีถูกกว่าและไม่มีมาตรการเอดีทะลักเข้ามาขายในไทยได้ ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าต่อเนื่องในประเทศ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่นๆขึ้นไปอีก