ด้านพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายพรรคการเมืองเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ "รายประเด็น" ไม่ได้เสนอให้ตั้ง สสร. เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยเสนอทั้งหมด 4 ประเด็น แยกเป็นการเสนอร่าง 4 ฉบับ ดังนี้
1) เสนอยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี (ขณะที่ยังให้ ส.ว. ชุดพิเศษอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ 5 ปี)
2) เสนอยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการติดตามการปฏิรูปประเทศ และออกกฎหมายในหมวดการปฏิรูปประเทศ
3) ยกเลิกการนิรโทษกรรมให้กับ คสช. (เป็นข้อเสนอที่ตรงกับร่างฉบับที่ประชาชนเสนอ)
4) เปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง เป็นใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ใบที่หนึ่งเลือก ส.ส. เขต ใบที่สองเลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ----------
ข้อเสนอ ฉบับพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มี สสร. จำนวน 200 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนโดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดตามจำนวน สสร. ที่จังหวัดพึงมี ให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น สสร.
ขั้นตอนการคำนวณ สสร. ในแต่ละจังหวัด มีดังนี้
(1) เอาจำนวนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง สสร. มาเฉลี่ยด้วยจำนวน สสร. ทั้งหมด (200 คน)(2) นำค่าเฉลี่ยตามข้อ (1) มาหารจำนวนราษฎรในแต่ละจังหวัด เพื่อหาจำนวน สสร. ที่แต่ละจังหวัดพึงมี(3) ถ้าจังหวัดใดมีจำนวนราษฎรน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าเฉลี่ยตามข้อ (1) ให้จังหวัดนั้นมี สสร. 1 คน(4) ถ้าจังหวัดใดมีจำนวนราษฎรมากกว่าค่าเฉลี่ยตามข้อ (1) ให้เพิ่ม สสร. 1 คน ในทุกๆ จำนวนราษฎรที่ครบตามค่าเฉลี่ย(5) ในกรณีที่ยังได้ สสร. ไม่ครบ 200 คน ให้จังหวัดที่มีเศษเหลือจากการคำนวณมากที่สุด มีสสร. เพิ่ม 1 คน จนกว่าจะครบจำนวนตามร่างรัฐธรรมนูญที่เพื่อไทยเสนอ กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น 1 คณะ ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 45 คน แบ่งเป็น การแต่งตั้งจากสมาชิก สสร. จำนวน 30 คน และให้มีตัวแทนจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนจำนวน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสตรศาสตร์ 5 คน และ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 5 คน รวมเป็น 45 คน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางที่ สสร. กำหนด เพื่อเสนอให้ สสร. พิจารณาต่อไป
ทำความเข้าใจโมเดล สสร. ที่พรรคเพื่อไทยเสนอเพิ่มเติมได้ที่
https://ilaw.or.th/node/5743----------
ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของ
พรรคร่วมรัฐบาลกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยสมาชิก 200 คน มีที่มา ดังนี้
150 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน20 คน มาจากการเลือกโดยรัฐสภา20 คน มาจากการเลือกโดยที่ประชุมอธิการบดี โดยแบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชนหรือรัฐศาสตร์ 10 คน และผู้มีประสบการณ์การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 10 คน10 คน มาจากนักเรียน นิสิต นักศึกษาโดยวิธีการได้มาซึ่ง สสร. จำนวน 150 คนแรกจะใช้วิธีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตโดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือก สสร. ได้เพียงหนึ่งเสียง ระบบเลือกตั้งดังกล่าวจะคล้ายกับระบบเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2534 หรือที่นิยมเรียกว่า
"รวมเขตเบอร์เดียว"กล่าวคือ บางจังหวัดอาจมี สสร. มากกว่า 1 คน แต่ประชาชนลงคะแนนเลือกได้คนเดียว และผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับจำนวน สสร. ในแต่ละเขต จะได้รับเลือกเป็น สสร. ซึ่งเป็นระบบที่คล้ายกับข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้าน
ส่วน สสร. อีก 50 คน ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ จำนวน 20 คน มาจากการเลือกโดยรัฐสภา โดยมีข้อแม้ว่า การคัดเลือกต้องใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวน ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งหมายความว่า จะได้ สสร. ที่เป็นคนจากระบอบ คสช. อย่างน้อยประมาณ 2 ใน 3 ของระบบนี้ ถัดมาอีก 20 คน ให้มาจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเป็นคนคัดเลือกจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน สาขารัฐศาสตร์ หรือมีประสบการด้านการบริหารราชแผ่นดิน เป็นต้น และสุดท้าย 10 คน ให้มาจากนักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้คัดเลือกนักเรียน นิสิต นักศึกษา
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ
พรรคร่วมรัฐบาลมีกำหนดว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกจังหวัดอย่างทั่วถึง และให้รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐจัดให้มีการเผยแพร่เนื้อหาและความคืบหน้าต่อสื่อมวลชน
นอกจากนี้ ยังเขียนเพิ่มจากร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายอื่นๆ อีกด้วยว่า ให้แจ้งคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนฯ วุฒิสภา องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความคิดเห็นเห็นหรือมีข้อเสนอแนะอื่นใดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ทำความเข้าใจโมเดล สสร. ที่รัฐบาลเสนอเพิ่มเติม ได้ที่
https://ilaw.or.th/node/5745ดูเหตุผลที่ต้องค้านร่างฉบับรัฐบาล ได้ที่
https://ilaw.or.th/node/5751