13 พฤศจิกายน 2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , นายสมศักดิ์ เล็กเหล่าคง หัวหน้ากลุ่มงานตรวจและวินิจฉัยคำร้องทุกข์ ผู้แทนกรมการจัดหางาน และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์(ปคม.) ร่วมแถลงผลการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากประชาชนโดยมิชอบ ในการจัดหางาน โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ที่มีผู้ตกงานจำนวนมาก ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ หลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ
โดยระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม- 30 กันยายน ได้มีการตรวจสอบเป้าหมายสืบสวนพิสูจน์ตัวบุคคล รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อระบุตัวบุคคล และพบเป้าหมายกว่า 197 เป้าหมาย และระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 30 กันยายน สามารถติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีได้กว่า 130 คดี ในข้อหาโฆษณาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลพิพากษา ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ทุกคดี
สำหรับแผนประทุษกรรมของกลุ่มผู้ต้องหา จะเป็นการโพสเฟซบุ๊ก ชักชวนให้คนไปทำงาน โดยจะสร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการโพสรูปการทำงาน โพสรูปทรัพย์สิน หลอกลวงว่ารายได้ดี งานสบาย เมื่อมีแรงงานหลงเชื่อติดต่อไป ก็จะมีการขอค่าดำเนินการต่าง ๆ และค่าเครื่องบิน รวมประมาณ 10,000 ถึง 20,000 บาท ต่อคน
ร.ต.อ.ชยกร คำมิ่งเดชาโชติ รองสารวัตร กองกำกับการ 1 ปคม. กล่าวว่า ในรายของผู้ต้องหาบริษัท Kingdom and Travel มีการจัดตั้งเป็นบริษัท มีที่อยู่ชัดเจน มีเพจเฟซบุ๊ก หรือ แอพพลิเคชั่นไลน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ อ้างมีรายได้ผลตอบแทนสูง จนมีผู้เสียหายหลงเชื่อมากถึง 45 คน ส่วนใหญ่เป็นประชาชน จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน มีมูลค่าความเสียหายกว่า 4.5 ล้านบาท โดยตำรวจดำเนินคดีกับผู้ต้องหาไปแล้ว 3 คน ทำหน้าที่ในการสัมภาษณ์ผู้เสียหาย และแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะโอนเงินทันทีเพราะมีความเชื่อถือ
พล.ต.ท. จารุวัฒน์ กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ผู้ที่จะไปทำงานในต่างประเทศ ควรหาข้อมูลบริษัทจัดหางานที่ถูกต้องจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อความมั่นใจในการใช้บริการ
ขณะเดียวกัน จากสถิติของกรมการจัดหางาน ช่วงปี 2561 ถึง 2563 ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับการหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศกว่า 1,500 เรื่อง มีมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท กรณีลักษณะดังกล่าวถือเป็นต้นตอของการค้ามนุษย์ เนื่องจากเคยมีผู้เสียหายหญิงหลายราย เคยถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ และถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวบังคับให้ไปค้าประเวณีอย่างโหดร้ายทารุณ