ส่วนการชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่มีการชุมนุมกิจกรรมราษฎรสาสน์ ทาง พลตำรวจตรี ปิยะ เปิดเผยว่า มีการดำเนินคดีแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นคดีของ สน.สำราญราษฎร์ ฝ่าฝืน พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ต้องหา 14 คน และส่วนที่ 2 คดีของสน.ชนะสงคราม เกี่ยวกับพ.ร.บ. ความสะอาด ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักเทศกิจเขตพระนคร ได้ร้องทุกข์ โดยมีการพิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำผิดได้แล้ว 3 คน เป็นคนเอาตู้ไปรษณีย์แดงเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งเมื่อคดี พ.ร.บ. ความสะอาดเรียบร้อย จึงจะส่งหลักฐานไปยัง สน.สำราญราษฎร์ เพื่อตรวจสอบข้อความในจดหมายประกอบคดีความผิด ตาม พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะต่อไป
สำหรับกรณีที่มีการนำรถประจำทาง มาใช้กีดขวางกลุ่มผู้ชุมนุม พลตำรวจตรี ปิยะ กล่าวว่า ทุกครั้งจะมีการหารือกับตัวแทนของ ขสมก. ทุกครั้งก่อนที่จะนำมาใช้กีดขวาง และทาง ขสมก. เป็นผู้อนุญาต และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดความเสียหาย ที่ผ่านมา และเคยนำรถที่เสียหาย ไปเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งค่าเสียหาย หากใครเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหาย ผู้นั้นจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนวันพรุ่งนี้ จะมีการใช้รถกีดขวางอีกหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ยืนยันไม่ได้ปัดความรับผิดให้กลุ่มผู้ชุมนุม
สำหรับคดีในพื้นที่สน.หัวหมาก พลตำรวจตรี ปิยะ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ มีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด 11 คน พิสูจน์ทราบแล้ว 2 คน อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบบุคคลอีก 9 ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ดำเนินคดีเรียบร้อยแล้วในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกาย และร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
ส่วนกรณีที่การปิดล้อมรถ ที่เข้าใจผิดว่าเป็นรถของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า พันตำรวจเอก กฤษณะ กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เบื้องต้นยังไม่มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ ส่วนความผิดเข้าข่ายข้อหาใดนั้น ต้องดูที่พฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดทำให้เสียทรัพย์ และหมิ่นประมาท