ส่วนนางละมัย (นามสมมติ) ผู้ปกครองอีกราย ระบุว่า ลูกจะปิดประตูห้องทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังๆ อยากให้เข้าใจว่า ลูกถูกทารุณกรรม ไม่ทราบว่า สภาพจิตใจจะกลับมาใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติได้เมื่อไหร่ เงินเยียวยา จำนวน 5 ล้านบาท ถือว่าไม่มาก หากเทียบกับสภาพจิตใจของลูก และค่ารักษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมาโรงเรียนได้คืนค่าเล่าเรียน 1 เทอมให้กับทางผู้ปกครองแล้ว แต่ในเรื่องอื่นๆ เช่น ค่ารักษาทางจิตเวช ทางโรงเรียนยังไม่ให้ความช่วยเหลือ หากที่ผ่านมาทางโรงเรียนออกมารับผิดชอบคิดว่ายอดเงินจะไม่สูงเท่านี้ แต่โรงเรียนกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ
ขณะที่ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า วันนี้เป็นการนัดไกล่เกลี่ยผู้ปกครองกับทางโรงเรียน เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย เป็นการลดคดีในชั้นศาลได้หากทั้ง 2 ฝ่ายสามารถเจรจาค่าเสียหายร่วมกันได้ โดยการเชิญครั้งนี้อัยการสำนักงานอัยการสูงสุดทำหน้าที่เป็นคนกลาง เพื่อเชิญ 2 ฝ่ายมาพูดคุยอย่างสมัครใจ แต่ทางผู้บริหารโรงเรียนสารสาสน์ฯ ได้ตอบกลับทางจดหมายเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ขอปฏิเสธการไกล่เกลี่ย โดยแจ้งว่าไม่สมัครใจในการพูดคุย มีความประสงค์ให้ศาลตัดสินค่าความเสียหาย ส่วนวันนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะหารือร่วมกับคณะทำงานและผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะทำหนังสือเชิญมาอีกครั้ง หากโรงเรียนไม่สมัครใจมาไกล่เกลี่ย ก็จะทำหน้าที่ในการแนะนำชี้ช่องทางกฎหมายต่อไป
นายประยุทธ กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าในคดีอาญาที่มีการดำเนินคดีกับครูและบุคลากรของโรงเรียนสารสาสน์ฯ ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และ ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ทางศาลแขวงนนทบุรี ได้ทำการฟ้องไปแล้วจำนวน 19 คดี ตัดสินแล้ว 7 คดี ในความผิด 13 กระทง มีคำพิพากษาจำคุกความผิดกระทงละ 15 วันโดยไม่รอลงอาญา ส่วนที่เหลือจะทยอยตัดสินคดีต่อไป