เนชั่นทีวี

ข่าว

คนรุ่นใหม่ในเมียนมาไม่เชื่อนางอองซานซูจี

07 พ.ย. 2563 | piyarom

คนรุ่นใหม่ในเมียนมาไม่เชื่อนางอองซานซูจี

เมียนมาก็กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ เป็นการวัดความนิยมของออง ซาน ซูจี ผู้เคยเป็นขวัญใจของตะวันตกในฐานะ "สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)

ในขณะที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายังคงยืดเยื้อต่อไปเมียนมาก็กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน นี้  ที่จะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่2 นับตั้งแต่สิ้นสุดการปกครองของรัฐบาลทหาร ทั้งยังเป็นการวัดความนิยมของอองซาน ซูจี ผู้เคยเป็นขวัญใจของตะวันตกในฐานะ "สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย"และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ได้สัมภาษณ์"ฮนิน" ครูสาววัย 21 ถึงแนวโน้มของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ในมุมมองของเยาวชนเมียนมาร์ ... ฮนิน เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวของสหภาพนักศึกษาเมียนมา  (The All Burma Federation of Students Union)หรือ ABFSU ที่อยู่เบื้องหลังการประท้วงและการรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาซึ่ง ABFSU ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงสมาชิก 9 คน คนถูกตัดสินจำคุกถึง 5 ปี ในข้อหาก่อความเสียหายต่อสาธารณะ และอีก 10คนอยู่ภายใต้การจับตาของตำรวจ และอีกหลายคนยังต้องหลบๆ ซ่อนๆ

ฮนินพูดถึงซูจีว่า " ฉันไม่เชื่อใจเธออีกแล้ว และ เส้นทางเธอพยายามมุ่งสู่ประชาธิปไตยนั้นเป็นไปไม่ได้"



คนรุ่นใหม่ในเมียนมาไม่เชื่อนางอองซานซูจี

สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.ตัน หมิ่น-อู (Thant Myint-U) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติและอดีตที่ปรึกษาของ พล.อ. เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาในช่วงระหว่างปี 2554-2559  ที่เขียนหนังสือ "ผ่าพม่าเปิดประวัติศาสตร์ปกปิด"  แปลโดยสุภัตรา ภูมิประภาส ให้ความเห็นว่า รัฐบาลเมียนมาร์ เผชิญกับความล้มเหลวของทุนนิยมในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมาไม่มีการจัดเก็บภาษีเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่มีใครพูดถึงปัญหาหนี้สินของคนจนและไม่มีการอภิปรายกันเรื่องการสร้างรัฐสวัสดิการ หรือการสร้างสังคมที่เป็นธรรม

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นชัยชนะของNLD และการขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในฐานะ "ที่ปรึกษาแห่งรัฐ" (State Counsellor) ของซูจี สร้างความหวังให้กับชาวเมียนมาส่วนใหญ่ที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ออกไปใช้สิทธิ์มากที่สุดนับตั้งนับตั้งแตปี 2503

รัฐมนตรีในรัฐบาลของซูจีทั้ง21 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด ส่วนใหญ่มีอายุเกินกว่า 65 ปี และไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารหรือไม่ใช่ผู้บริหารมืออาชีพ และเกือบทั้งหมดเคยเป็นนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังยาวนานหลายปี ทำให้ขาดความสามารถที่จะวิเคราะห์และจินตนาการถึงอนาคตที่แตกต่างความคิดพัฒนาหลายอย่างถูกมองว่า "พลัดหายเข้าไปในห้วงเหวของระบบราชการ"

คนรุ่นใหม่ในเมียนมาไม่เชื่อนางอองซานซูจี


 

ฮนินบอกว่าเธอรู้สึกเห็นใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามเพราะเธอเองก็เติบโตขึ้นในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมาเธอเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนของกลุ่มนักศึกษาที่อยู่เบื้องหลังการประท้วงต่อต้านรัฐบาลและรณรงค์แจกใบปลิวทั่วประเทศในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เธอย้ำว่ารัฐบาลพลเรือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรเพื่อหยุดความขัดแย้งและยังเป็น" หุ่นเชิด" ของกองทัพอักด้วย เธอตำหนิรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ที่รัฐบาลทหารร่างขึ้นและสงวนอำนาจสำคัญไว้สำหรับกองทัพ ....ในฐานะครูฮนินต้องการอนาคตที่ดีกว่านี้เพื่อเด็ก ๆ แต่ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เธอบอกว่าเมียนมาจะไม่มีทางเกิดความเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญของเมียนมาที่ศึกษาเรื่องประชาธิปไตย กล่าวถึงผลงานของพรรค NLD ที่ผ่านมาว่าล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย คำสัญญาที่จะหยั่งรากลึกลงระบอบประชาธิปไตยที่นำโดยพรรคNLD นั้นหายไป การบริหารงานที่ผ่านมานั้นไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดใด และชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มมองว่าพรรค NLD เป็นปรปักษ์และปกครองโดยผลประโยชน์  ซึ่ง มีการคาดการณ์ว่าพรรคที่มีฐานทางด้านชาติพันธุ์จะดึงคะแนนเสียงบางส่วนออกไปจากพรรคNLD

คนรุ่นใหม่ในเมียนมาไม่เชื่อนางอองซานซูจี

ข่าวล่าสุด