การจะได้เป็นนายกฯ ต้องได้เสียงไว้วางใจจากรัฐสภา คือ ส.ส. + ส.ว. เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภาฯ
ปัจจุบันจำนวน ส.ส. มีทั้งหมด 486 คน จากจำนวนเต็ม 500 คน ซึ่งไม่นับ นายกรุงศรีวิไล เพราะยังไม่ได้ปฏิญาณตน และตัด นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ออกแล้ว
จำนวน ส.ว.มีทั้งหมด 245 คน จากจำนวนเต็ม 250 คน ซึ่งยังไม่นับผู้นำเหล่าทัพใหม่ 5 คน เพราะยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ
สมาชิก 2 สภาฯ ที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จึงมีทั้งสิ้น 731 คน เรียกว่า "สมาชิกเท่าที่มีอยู่"
การได้เป็นนายกฯ ต้องได้เสียงไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ คือ 366 คน
ถ้ายึดข้อเรียกร้องของม็อบ และฝ่ายค้านที่จะไม่ให้ ส.ว.ร่วมโหวต ที่เรียกว่า "ปิดสวิตช์ ส.ว." เสียงไว้วางใจ 366 เสียง ก็ต้องเป็นเสียง ส.ส.ทั้งหมด
ส.ส.ฝ่ายค้านปัจจุบันมี 211 เสียง รัฐบาลมี 275 เสียง รวมเป็น 486 เสียง หากฝ่ายค้าน เช่น พรรคเพื่อไทย จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยเสนอชื่อแคนดิเดตคนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ ก็ต้องหาเสียงมาเติมให้ได้ 366 เสียง นั่นก็คือหาอีก 155 เสียง
แต่เสียงของรัฐบาล 275 เสียง เป็นของพรรคพลังประชารัฐ 120 เสียง แสดงว่ามีเสียงที่ไม่ใช่พลังประชารัฐ 155 เสียงพอดี ซึ่งหากรวบรวมเสียงได้ก็หมายความว่า พรรคพลังประชารัฐจะเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว โดยรัฐบาลชุดใหม่มีเสียงสนับสนุน 366 เสียงพอดี เป็นรัฐบาลผสมถึง 24 พรรค