ส่วนเจ้าหน้าที่ทหาร 1 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืน AK47 เข้าด้านหลัง 1 นัด โดยถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่บริเวณหลังด้านซ้ายกระสุนทะลุด้านหน้า หัวกระสุนผ่านระหว่างแผ่นหลังกับช่องแขน ซึ่งได้ส่งตัวผู้บาดเจ็บไปที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว โดยได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาที่ถูกจับว่า กระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 11,48,69, พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 53,55(5) พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 ,พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522, พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490, ตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ต่อมาเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 ต.ค. 63 พันเอกลิขิต สมานมิตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 3 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้นำตัวผู้ต้องหาและนำอาวุธปืน AK 47 (อาก้า) ซึ่งได้ขออายัดตัวผู้ต้องหาและของกลาง ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ภูสิงห์ โดยใช้อำนาจทางการทหารเพื่อขยายผลให้ผู้ต้องหานำชี้หาตัวผู้ที่ซุ่มยิง ร้อยโท ศิวะเทพ บุญล้อม จนได้รับบาดเจ็บ และเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุเพิ่มเติม พร้อมทั้งจะได้นำกำลัง เจ้าหน้าที่ทุกส่วนเข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุปะทะกันอีกครั้ง และอาจจะต้องมีการเจรจาต่อรองกับทหารหน่วยความมั่นคงของกัมพูชา เพื่อให้สั่งห้ามมิให้มีการตัดไม้และล่าสัตว์ป่า ในเขตชายแดนไทย - กัมพูชา ที่ยังไม่ได้ปักปันเขตแดนอีกต่อไปด้วยเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ไม่ให้เกิดมีขึ้นอีกต่อไป