"แต่สิ่งสำคัญในยุคโควิด ซึ่งเคยเกิดสมัยต้มยำกุ้ง คือจมให้ลง คือคนเราที่มีปัญหาเพราะบางคนจมไม่ลง เช่น ตอนที่เขาเสนองาน บางคนก็ไปงาน แล้วบอกว่าไม่เห็นมีงานอะไรที่อยากทำ เมื่อคุณจมไม่ลง หรือบางทีเขาแนะนำอาชีพให้ไปทอดปาท่องโก๋ขาย ให้ทำเฉาก๊วยขาย บางคนก็บอกว่าเฮ้ย จบตรีจบโทมาให้ทอดปาท่องโก๋ขายเหรอ ถ้าคิดอย่างนี้แสดงว่าจมไม่ลง อย่าลืมนะเศรษฐีอสังหาคนหนึ่ง สามารถฟื้นมาได้สมัยต้มยำกุ้งด้วยการทำแซนวิชขาย ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ"
"ปรับ เปลี่ยน ปลง ปะทะ ประทัง ป.ปลาเหล่านี้้ต้องมี อะไรที่้ต้องปรับเพื่อให้อยู่รอดได้คุณต้องปรับ อะไรที่เคยทำแล้วและไม่ควรทำแล้ว ก็ควรเปลี่ยน อะไรที่แก้ไขไม่ได้เพราะหลายสิ่งหลายอย่างไม่อาจควบคุมได้ คุณปลง ปัญหามีอย่านั่งงอมืองอเท้า อย่ารอให้ใครมาแก้ คุณต้องปะทะมัน อะไรพอทำได้ให้มีชีวิตไปก่อนเพื่อเป็นการประทัง เห็นมั้ย ปรับเปลี่ยนปลงปะทะประทัง ทำให้คนเรารอดได้ แต่ยืนยันต้องจมให้ลง คนจมไม่ลงมีปัญหาแน่นอนเวลาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้อ"
บางคนบอกว่าต้นทุนไม่เท่ากัน?
"ทุนไม่มีก็ทำสิ่งที่ไม่ต้องใช้ทุนสิ ถ้าทุนหนาเขาก็ทำสิ่งที่เป็นทุนหนา เราไม่มีทุนก็เลือกทำสิ่งที่ไม่มีทุน อย่างที่ยกตัวอย่าง บางคนไปรื้อขยะจนมีสตางค์ อันนั้นไม่ได้ใช้ทุนอะไรมากมายก่ายกอง หรือคุณไปรับจ้างทำขนมขาย รับจ้างคนอื่นเขาที่เขาทำของขาย รับส่งของก็ได้ มีงานเยอะแยะถ้าคุณไม่ถือตัว พี่ยังเคยคิดเล่นๆ เลยนะ ถ้าเกิดเราต้องย่ำแย่ ทำงานอะไรไม่ได้ โทรทัศน์ไม่มี วิทยุไม่มี สอนหนังสือไม่มี พี่ยังเคยคิดจะไปขายข้าวแกงตามไซต์ก่อสร้างเลย เรามีฝีมือทำอาหาร เราก็ทำไปขายตามไซต์ก่อสร้าง วันๆ นึงอย่างน้อยมีอาหารที่เหลือได้กินไปวันๆ และมีเงินมีทองมีต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบในการทำในวันต่อไป"
"ถ้าพี่ไม่มีจริงๆ ตกงานจริงๆ พี่ทำแบบนี้จริงๆ นะ ไม่ได้กลัวว่าดร.เสรียืนขายข้าวแกงหน้าไซต์ก่อสร้างอยู่หน้าคอนโด ไม่กลัวหรอก ก็ในเมื่อเราต้องการอยู่รอด และสิ่งที่ทำให้อยู่รอดคือสิ่งนี้เราก็ทำสิ เขาเรียกว่าปะทะแล้วประทัง สู้กับปัญหา ในขณะเดียวกันการที่เรายืนขายข้าวแกงเป็นการประทังทำให้เราอยู่รอด ใครจะไปรู้ อยู่ดีๆ มีคนมากินเยอะ อาจมีคนเป็นนักลงทุน ทำกับข้าวอร่อยแบบนี้ ทำเฟรนไซน์กันมั้ย เอาสัก 100 ล้าน เขามีร้านในศูนย์การค้า ก็อาจรวยได้ เพราะตอนนี้คำว่าสตาร์ทอัพคือทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถขยายได้ แล้วมีบุคคลที่มีสตางค์แต่ไม่ได้มีความคิด เขาไปซื้อธุรกิจคนมีความคิดแล้วไปขยาย คนเป็นเจ้าของความคิดก็ได้หุ้นลม สุดท้ายก็รวยขึ้นมาได้ แก่นการใช้ชีวิตต้องจมให้ลง"
ความรักอาจารย์เป็นยังไงช่วงนี้?
"พี่เป็นคนมีความรักมั่นคงถาวร และเชื่อมั่นว่าเราจะรักกันจนจะตายจากกันนั่นแหละ"
บางคนเป็นสามีภรรยาอยู่กินกันจนแก่เฒ่าดันมานอกใจตอนแก่ แบบนี้ทำยังไง?
"อย่ามาปรึกษาพี่นะ พี่จะบอกให้เลิก พี่ไม่เคยบอกคนที่นอกใจว่าให้โอกาส ให้ลองคุยกัน พี่รู้สึกว่าในเมื่อเขานอกใจก็ไปเถอะ เพราะถ้าเราให้โอกาส ชีวิตเราจะไม่มีความสุข เราจะอยู่ด้วยความหวาดระแวง เพราะคนเราถ้านับหนึ่งได้ ก็นับสองได้ ถ้าเขาเคยนอกใจเราหนึ่งครั้ง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวันที่เขาสำนึกกลับมาหาเราแล้วเขาจะไม่ทำอีก ชีวิตอยู่ด้วยความระแวง เป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข ต่างคนต่างไป นอกใจแต่ไม่ถึงขนาดเกลียดกัน แยกกันอยู่แต่เป็นเพื่อนกันดีมั้ย ดีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วสุดท้ายสันดานไม่หาย เกิดรอบสอง รอบนี้แทนที่จะโกรธน้อยใจจะกลายเป็นเกลียดชังกัน"
"ที่สำคัญถ้ามีลูกแล้วเกลียดชังกัน ผัวเมียที่แยกกันอยู่และมีลูก อย่าได้สอนลูกให้ชังบุพการีตัวเอง อย่าสอนลูกให้เกลียดอีกฝ่าย และอย่ากีดกันไม่ให้เจอลูก ทั้งพ่อทั้งแม่สองฝ่ายไม่ควรมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปด่าทอว่าพ่อหรือแม่ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อให้ลูกเกลียดชังบุพการี เพราะถ้าลูกเกลียดบุพการีด้านใดด้านนึงก็ตาม ลูกจะมีพฤติกรรมอกตัญญู กาย วาจา ใจเราควรมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ก็ขอร้องพ่อแม่อย่าสอนให้ลูกเกิดความเกลียดชังเพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี"
เคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่คืออะไร?
"เติมแพชชั่นบ่อยๆ เวลารักกันมันคือความรัก แต่ถ้าเติมเสน่หาให้กันจะทำให้เกิดแพชชั่น เช่นเรียนรู้ใจกันเพื่อเอาใจกัน พี่จะจำได้หมดเลยเขาชอบไม่ชอบอะไร กินหรือไม่กินอะไร ขณะเดียวกันความน่ารักที่เกิดตอนเรารักกันใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องหายไป บางคนพออยู่กันนานๆ สิ่งที่เป็นความน่ารักในอดีตมันหายไป เคยเอาใจกันยังไง เคยตัดเล็บให้กัน ตอนนี้ตัดเล็บให้อยู่หรือเปล่า เมื่อถึงวันเกิด ปีใหม่ วาเลนไทน์ เคยให้ของขวัญกัน ตอนนี้ให้อยู่หรือเปล่า ขณะเดียวกันเวลาห่างหายไปโทรถามมั้ยอยู่ไหน กลับบ้านหรือยัง อยู่ไหนเหรอ กินข้าวหรือยัง วันนี้เหนื่อยมั้ย สิ่งเหล่านี้คือการเติมแพชชั่น เติมเสน่หาซึ่งกันและกัน"
"ที่สำคัญเขาร้อนเราต้องเย็น อย่าร้อนใส่กัน และถ้ามีปัญหาอะไรกัน อย่าให้ปัญหานั้นโกรธข้ามคืน เพราะตรงนั้นจะฝังลึก ขณะเดียวกันเวลามีปัญหาอะไร อย่าไปมีทิฐิว่าต้องง้อก่อน ถ้าพี่มีปัญหาปั๊บ พี่จะเปิดฉากในการง้อก่อน พี่ไม่ถือว่าการง้อเป็นการเสียศักดิ์ศรี พี่มองว่าการง้อเป็นการแสดงถึงการเป็นคนมีวุฒิภาวะ แสดงว่าเราคิดได้ คิดตก เลยไปคุยกับเขาว่ามาคุยกันดีกว่าเรื่องเป็นยังไง"
"แต่เวลาสะสางก็อย่าพูดว่าเขาเป็นคนผิด คนเราเวลาไม่พอใจอะไร เราใช้คำว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบมากกว่าที่จะบอกว่าเขาผิด แต่งงานกันแล้วหลังแต่งงานอาจเผยตัวตนมากกว่าเป็นแฟน เมื่ออยู่กันแล้วสิ่งไม่ดีต้องยอมรับได้ ใช้คำว่ายอมรับได้นะ ไม่ใช่ทนได้ เพราะความทนมีข้อจำกัด ถ้ายอมรับได้แสดงว่าเรารับรู้ว่าเขามีข้อบกพร่อง และเมื่อยอมรับได้ก็อยู่กับเขาให้ได้ เพลงนึงซึ่งเป็นเพลงที่ดีมาก สำหรับคนที่จะรักใครสักคน ไม่ต้องไปเปลี่ยนตัวคุณเองเพื่อเอาใจฉัน เป็นตัวของคุณนั่นแหละ"