6.สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คงคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกปีนี้ในรายงานเดือน ต.ค. 63 ใกล้เคียงตัวเลขในรายงานเดือนก่อนหน้า โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันโลกจะอยู่ที่ระดับ 91.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปรับลดลง 8.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
7.รายงานของโอเปกประจำเดือน ต.ค. 63 ระบุว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันจะชะลอตัวในปีหน้า โดยคาดว่าอุปสงค์น้ำมันในปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 6.54 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 96.84 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งลดลง 80,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ในรายงานเดือน ก.ย. 63 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
8.เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีดีพีจีนไตรมาส 3/63 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้า ยอดขายปลีกจีนเดือน ก.ย. 63 ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีน และการโต้วาทีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 - 16 ต.ค. 63)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.28 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 40.88 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สำหรับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.08 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 42.93 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 42.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุน หลังประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก รายงานตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบในเดือน ก.ย. 63 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 5.5 หรือ 11.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 11.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดิบยังถูกกดดันจากอุปทานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น หลังการประท้วงหยุดดำเนินการแท่นผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาตินอร์เวย์ยุติลง เนื่องจากบริษัทสามารถหาข้อตกลงเรื่องค่าแรงร่วมกันกับสหภาพได้ ส่งผลให้กำลังการผลิตที่ลดลงไปร้อยละ 25 ของกำลังการผลิตของนอร์เวย์ สามารถกลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันดิบได้ตามปกติ หลังจากหยุดดำเนินการไป 10 วัน