18 ตุลาคม 2563 กลุ่มนักกฏหมายจำนวน 452 คน ร่วมกันออกแถลงการณ์ของนักกฎหมายต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ และการใช้กำลังเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 โดยระบุข้อความดังนี้...
ตามที่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองและยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ประเทศเป็นอารยะมากขึ้น และรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครภายหลังการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ ดังกล่าวรัฐบาลออกข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และข้อห้ามอื่น ๆอีกหลายประการ ส่งผลให้เมื่อมีการชุมนุมอีกในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2563 เจ้าหน้าที่รัฐจึงใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนทำให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนได้รับบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย และถูกจับกุมจำนวนมาก บุคคลผู้มีรายนามข้างท้ายนี้มีความเห็นว่า การกระทำของรัฐบาลในกรณีดังกล่าวขาดความชอบธรรมและไม่ถูกต้องตามหลักรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ จนกระทั่งการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จึงขอแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องรัฐบาล ดังต่อไปนี้
1. ถึงแม้ว่าระบบกฎหมายจะยอมให้รัฐสามารถจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญได้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นสภาวะวิกฤติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที แต่ก็มิได้หมายความว่าระบบกฎหมายจะอนุญาตให้รัฐประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตามอำเภอใจ หรืออนุญาตให้ขยายเหตุที่ไม่มีความร้ายแรงเพียงพอให้ใหญ่โตขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการได้มาซึ่งอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน จนทำให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินกลายเป็น "รัฐประหารจำแลง" การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งนั้น ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการเดินทาง
เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ มาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงกำหนดเงื่อนไขของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงว่า จะต้องเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริง ทั้งที่ปรากฏในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมใหญ่ของประชาชน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงย่ำรุ่งของวันถัดมาเป็นการชุมนุมและแสดงออกตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการประทุษร้ายใด ๆ ต่อบุคคลและทรัพย์สินที่ถึงระดับกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ คงมีเพียงการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้ชุมนุมและผู้ที่เห็นต่างบ้างซึ่งยังสามารถ
ดำเนินการตามกฎหมายปกติได้ หากรัฐบาลเห็นว่าผู้ชุมนุมคนหนึ่งคนใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ ก็สามารถบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของประชาชนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เข้าเงื่อนไขตามที่มาตรา 11 ของพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการฉุกเฉินฯ บัญญัติไว้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงดังกล่าวโดยรัฐบาล ซึ่งอ้างเหตุผลหลายเรื่องผสมปนเปกัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำของรัฐบาลในกรณีนี้ยังสุ่มเสี่ยงที่จะถูกนานาอารยประเทศมองว่าเป็นการบิดเบือนการใช้อำนาจรัฐ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศมีต่อประเทศไทย และจะยิ่งซ้ำเติมสภาวะทางเศรษฐกิจให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ซึ่งผลกระทบสุดท้ายย่อมตกแก่ประชาชนคนสามัญ