โดยปรับเป็นการให้ความช่วยเหลือเชิงรุกและตรงจุดที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกหนี้แต่ละราย จากเดิมที่ให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ทุกราย เนื่องจากลูกหนี้ที่พักหนี้อยู่จะยังคงมีภาระดอกเบี้ยในแต่ละเดือนตลอดช่วงการพักหนี้ ซึ่งเป็นภาระแก่ลูกหนี้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินเพราะการพักหนี้เป็นการทั่วไปเป็นระยะเวลานานคาดว่าจะทำให้สภาพคล่องในระบบจากการชำระคืนหนี้และดอกเบี้ยหายไปประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี
ดังนั้น กลุ่มลูกหนี้ที่ยังมีรายได้เพียงพอที่จะชำระคืนหนี้ควรชำระหนี้ตามปกติหลังหมดมาตรการ เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระหนี้แล้ว ยังจะทำให้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ยังได้รับผลกระทบอยู่
สำหรับมาตรการรองรับสำหรับลูกหนี้แต่ละประเภทหลังจากหมดมาตรการพักหนี้ ให้ลูกหนี้ที่กลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติกลับมาชำระหนี้ตามปกติหลังหมดมาตรการ ส่วนลูกหนี้ที่กลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัว สถาบันการเงินจะดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยคงสถานะลูกหนี้ไม่ให้เป็น NPL ระหว่างการเจรจาจนถึง 31 ธ.ค.63
ส่วนลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ สถาบันการเงินจะพิจารณาขยายระยะเวลาชะลอการชำระหนี้เป็นรายกรณีได้อีกไม่เกิน 30 มิ.ย.64 ส่วนลูกหนี้ที่ขาดการติดต่อกับสถาบันการเงินให้ติดต่อกับสถาบันการเงินเพื่อหาแนวทางร่วมกันป้องกันไม่ให้เป็น NPL
สำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการที่กำลังจะกำหนดในวันที่ 22 ต.ค.63 มีจำนวน 1.05 ล้านบัญชี เป็นยอดหนี้ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท จากยอดสินเชื่อจำนวน 6.89 ล้านล้านบาท ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้ามาตรการวงเงินประมาณ 4 แสนล้านบาท ธนาคารพาณิชย์ อีกประมาณ 9.5 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้ลูกหนี้ 6% หรือคิดเป็นยอดหนี้ 5.7 หมื่นล้าน ยังขาดการติดต่อกับสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ หลังจากผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ การฟื้นตัวของธุรกิจในแต่ละสาขาไม่เท่ากัน เช่น ธุรกิจเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า และการค้า ฟื้นตัวกลับเข้าใกล้ระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด 19 แล้ว ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวยังพื้นตัวช้า โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่การฟื้นตัวยังอยู่เพียง 26% ของช่วงก่อนโควิด-19