เนชั่นทีวี

ข่าว

สแตนดาร์ดฯเปิด10ข้อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย

16 ต.ค. 2563 | orawan_jan

สแตนดาร์ดฯเปิด10ข้อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ชี้ปัจจัยลบภายในประเทศดึงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า แนะ 2 เดือนที่เหลือของปีเร่งฟื้นความมั่นใจในประเทศ มุ่งเป้าเรียกความเชื่อมั่นต่างชาติในปีหน้า คาดท่องเที่ยวใช้เวลา 3-5 ปีกลับไปที่จุดก่อนโควิด

ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะดีขึ้นจากตอนต้นปีเพราะต้นปีเป็นช่วงที่สถานการณ์โควิดของไทยวิกฤตที่สุดแต่วันนี้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบไม่มั่นใจ แม้ว่าการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวแต่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดสถานการณ์โควิดในเอเชียดูดีขึ้น แต่สถานการณ์ยังน่ากังวลอยู่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

 




"เราเพิ่งได้ทีมเศรษฐกิจใหม่หลังจากขาดช่วงไปหลายเดือนการเบิกจ่ายจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากรัฐบาลและจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก ตอนนี้ตลาดการเงินอยู่ในภาวะ "ติดตามดูสถานการณ์"ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทิศทางจากกระทรวงการคลัง การเบิกจ่ายการลงทุนของรัฐบาลที่ควรจะนำร่องภาคเอกชนให้มีการลงทุนภายในประเทศ การเมืองการเปิดประเทศ การพัฒนาวัคซีนสำหรับต้านโควิด"






 

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดสรุป10ข้อเศรษฐกิจไทย 2563 และปัจจัยเบื้องต้นผลักดันเศรษฐกิจในปี 2564 คือ 1.เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้วคาดว่าทั้งปีเศรษฐกิจจะหดตัวร้อยละ 8 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวน่าจะเป็นไปอย่างช้าจากปัจจัยลบภายในประเทศ และความไม่แน่นอนต่างประเทศโดยคาดจะฟื้นกลับมาเติบโตที่ร้อยละ 2 ในปี 2564  






2.ตัวเลขส่งออกของประเทศเกิดใหม่และภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่กลไกขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยคือ การท่องเที่ยว ยังไม่ฟื้น ดังนั้น ถึงแม้ว่าการส่งออกจะดีขึ้นแต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่มั่นคงถ้าการท่องเที่ยวยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้  3.จับตามองทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งว่าจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตลาดการเงินได้มากน้อยเพียงใดหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งใช้เวลากว่าสามเดือนกว่าจะได้ทีมใหม่

 






4.ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร บนพื้นฐานว่าเศรษฐกิจไทยยังติดลบอยู่ประเด็นนี้อาจกระทบการฟื้นตัว  5.            จากที่มีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจและรอนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทีมใหม่ในขณะที่การเมืองยังอยู่ในช่วงติดตามดูสถานการณ์ส่งผลให้ไม่กระทบต่อค่าเงินบาทมากนัก โดยธนาคารคาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ราว 31บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในสิ้นปีนี้   6.นักลงทุนต่างชาติอาจไม่ได้มองเพียงภาพในระยะสั้นแต่ยังมองระยะไกลด้วย โดยเฉพาะกับคำถามว่าเมื่อไหร่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนเมื่อไหร่ประเทศจะได้เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคนซึ่งเป็นระดับในช่วงก่อนโควิด

 

7.เราเชื่อว่า โควิดทำให้ประเทศไทยเห็นความจำเป็นต่อการปรับกลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ จากเดิมที่มองที่จำนวนนักท่องเที่ยว เริ่มมีแนวคิดเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นมูลค่า และพยายามลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง  8.ภาพรวมยังอยู่ในลักษณะ "ติดตามสถานการณ์" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคลัง การเบิกจ่าย สถานการณ์การเมือง การเริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว การคิดค้นวัคซีนต้านโควิด เพราะฉะนั้น ยังอาจไม่มีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความมั่นใจได้อย่างมีนัยสำคัญ ตลาดการเงินอาจจะเริ่มมั่นใจได้มากขึ้น หากเริ่มเห็นการเบิกจ่ายของรัฐบาลในทิศทางที่ดีขึ้น การลงทุนของรัฐบาล น่าจะเป็นตัวนำให้ภาคเอกชนลงทุนในประเทศตาม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

 










9.เราเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ก็อยู่ในภาวะ "ติดตามสถานการณ์" เช่นเดียวกัน ถ้าสถานการณ์ยังทรงตัวและเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ธปท.น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% แต่ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงในช่วงในไตรมาสนี้ โอกาสที่ ธปท. จะลดดอกเบี้ยไปที่ 0.25% ก่อนสิ้นปี ก็เป็นไปได้  10.เราเชื่อว่าตลาดการเงินยังให้ความสนใจว่า นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ย ธปท.มีนโยบายการเงินทางเลือกอะไร ที่อาจนำมาใช้ในปี 2564 จะเป็น QE หรือ yield curve control หรือ นโยบายช่วยเหลือ SMEs เพิ่ม รูปแบบ ประสิทธิภาพ ความเหมาะสมของนโยบายเหล่านั้นสำหรับเศรษฐกิจไทย ผลลัพธ์คาดการณ์ น่าจะเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินและนักลงทุนให้ความสนใจต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

ข่าวล่าสุด