นอกจากนี้ มาตรการผ่อนปรนต่างๆ ยังมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์การระบาดของโรคในประเทศต่างๆ โดยที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรมีการยกเลิกมาตรการไม่ต้องกักตัวสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากสเปน ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม เป็นต้น ขณะที่ประเทศที่เคยมีการทำ Travel Bubble ไปก่อนหน้า เช่น ในกลุ่มประเทศ Baltic ระหว่างประเทศลัตเวีย-ลิทัวเนีย-เอสโตเนีย โดยลัตเวียได้ปรับกฎเกณฑ์สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากเอสโตเนียต้องมีการกักตัว 14 วัน เนื่องจากพบว่าเอสโตเนียมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง
จากสถานการณ์ดังกล่าว คาดว่าการท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลกในปี 2563 น่าจะหดตัวประมาณ 77.7% จากปีก่อน หรือมีจำนวนเพียงประมาณ 324 ล้านคน จาก 1.45 พันล้านคนในปี 2562 ขณะที่รายได้การท่องเที่ยวโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 320,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 1.48 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2562 โดยการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศส่วนใหญ่น่าจะเป็นการเดินทางระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศมากที่สุด ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งเป็นตลาดท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มีขนาดใหญ่อันดับสองรองจากภูมิภาคยุโรป และในช่วงปลายปีของทุกปี ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากหลายๆประเทศ แม้หลายประเทศในภูมิภาค เช่น ไทย จีน นิวซีแลนด์ จะสามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดี แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงมีความระมัดระวังในการเปิดรับชาวต่างชาติ ทำให้กิจกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้น่าจะยังจำกัดอยู่มาก