แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ ( 12 - 16 ต.ค. 63)
ราคาน้ำมันดิบผันผวน หลังพายุเฮอริเคนเดลต้าพัดเข้าอ่าวเม็กซิโก สหรัฐฯ ส่งผลให้แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติหยุดดำเนินการชั่วคราว และมีแนวโน้มที่โรงกลั่นหลายแห่งในบริเวณอ่าวจะต้องหยุดดำเนินการตามไปด้วยหลังพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่ง นอกจากนั้นการหยุดงานประท้วงของสหภาพแรงงานแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในนอร์เวย์ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดมีแนวโน้มปรับลดลง ท่ามกลางการกลับมาผลิตและส่งออกน้ำมันดิบของลิเบีย
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
1.ราคาน้ำมันดิบมีปัจจัยสนับสนุน หลังพายุเดลต้าทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระดับ 3 (เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 63) ในบริเวณอ่าวเม็กซิโก สหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นพายุลูกที่ 10 ที่ก่อตัวและทำความเสียหายต่อสหรัฐฯ ในปี 63 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบศตวรรษ โดยพายุเดลต้าได้ส่งผลกระทบต่อแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติหลายแห่งประมาณ 183 แท่น ทำให้ต้องหยุดดำเนินการผลิตน้ำมันดิบชั่วคราวราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (คิดเป็น 80% ของการผลิตในบริเวณอ่าว) นอกจากนั้น Shell มีแผนจะอพยพและปิดโรงกลั่นสามแห่งในบริเวณดังกล่าว หากพายุเดลต้าเข้าสู่ฝั่ง
2.แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาตินอร์เวย์ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การหยุดงานประท้วงของสหภาพลูกจ้าง Equinor ทำให้ปัจจุบันแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติต้องหยุดดำเนินการราว 330 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน คิดเป็นราวร้อยละ 8 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดของนอร์เวย์ อย่างไรก็ตาม สหภาพลูกจ้างอาจยืดระยะเวลาการประท้วงหยุดงานออกไปจากกำหนดการเดิมในวันที่ 10 ต.ค. 63 เป็นวันที่ 14 ต.ค. 63 และอาจทำให้เกิดการหยุดงานประท้วงที่ Johan Sverdrup ซึ่งมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 0.42 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากข้อตกลงเรื่องค่าแรงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จะทำให้ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลก
3.Saudi Aramco ประกาศราคาขาย Official selling price (OSP) ของน้ำมันดิบ Arab Light สำหรับขายมายังภูมิภาคเอเชีย เดือน พ.ย. 63 อยู่ที่ระดับ -0.40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เป็นการปรับเพิ่มขึ้น 0.10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. 63 ซึ่งสอดคล้องที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันโลกมีทิศทางค่อยๆฟื้นตัว แต่กำไรจากการกลั่นยังคงอยู่ในระดับต่ำ ราคา OSP ที่เหมาะสมควรจะอยู่ในระดับต่ำ