สำหรับปัจจัยลบทำให้ส่งออกข้าวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง ประกอบกับผลผลิตข้าวไทยในภาพรวมปีนี้ยังออกมาน้อยทำให้ราคาข้าวในประเทศค่อนข้างสูง ทำให้ราคาข้าวสูงกว่าประเทศต่าง ๆโดยเฉพาะข้าวขาวที่เป็นตัวหลักในการส่งออกข้าวของไทยกว่า 50%ของการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย เช่น เวียดนาม ราคา460 ดอลลาร์ต่อตัน อินเดีย 370 ดอลลาร์ต่อตัน เมียนมา 420 ดอลลาร์ต่อตัน
ขณะที่ไทยราคาสูงถึง 490 ดอลลาร์ต่อตันและในบางช่วงสูงถึง 520 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้แข่งขันลำบากในตลาดโลก ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าหันไปซื้อข้าวจากประเทศคู่แข่ง ทำให้ไทยสูญเสียตลาดข้าวให้กับประเทศคู่แข่งไป เห็นได้ชัดจากการนำข้าวขาวของมาเลเซียเดิมเคยซื้อข้าวไทยสูงถึง 4 แสนตันต่อปี แต่ปีนี้ซื้อเพียง 4 หมื่นตันเท่านั้น โดยหันไปซื้อข้าวจากเวียดนาม อินเดีย และเมียนมาแทน
ส่วนฟิลิปปินส์ปีนี้นำเข้าข้าว 1.8 ล้านตัน โดยเป็นข้าวจากเวียดนามถึง 1.7 ล้านตัน เป็นข้าวจากไทยเพียง 5-6 หมื่นตันเท่านั้น จากเดิมที่เคยนำเข้าข้าวจากไทยถึง 4-5 แสนตันทั้งนี้เนื่องจากผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์นิยมข้าวพื้นนุ่มและข้าวจากเวียดนามก็ตอบโจทย์ความต้องการของชาวฟิลิปปินส์ ส่วนไทยยังไม่มีการส่งออกข้าวประเภทดังกล่าวมากนัก
ส่วนกรณีที่สมาคมโรงสีข้าวไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปฏิเสธรับซื้อข้าวพื้นนุ่มจากชาวนา โดยระบุว่าอาจมีการปลอมปนในข้าวหอมมะลิว่าการที่ทางสมาคมโรงสีข้าวต่อต้านข้าวพื้นนุ่มเพราะมองว่าจะไปแย่งตลาดข้าวหอมเพราะข้าวดังกล่าวมีคุณสมบัติเหมือนข้าวหอมมะลิที่ปลูกได้มากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมองว่าในอนาคตการผลิตข้าวต้องตอบสนองความต้องการของตลาดเป็นหลัก เป็นสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ไม่มิเช่นนั้นข้าวไทยก็จะค่อยๆ ถูกลดความนิยมลงไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีข้าวที่ตอบสนองความต้องการของตลาดโลก ดังนั้นทุกฝ่ายต้องปรับตัว
"ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยอมรับว่าการส่งออกข้าวไทยเป็นไปด้วยความยากลำบากโดย 9เดือนแรกส่งออกได้เพียง4ล้านตันเท่านั้นหรือเฉลี่ยส่งออกได้เพียงเดือนละ 3-4 แสนตันเท่านั้น และหากจะส่งออกได้ตามเป้า 6.5 ล้านตันต้องออกออกให้ได้เดือนละ 5แสนตัน "