(5 ตุลาคม 2563) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า กรณีที่นักวิชาการออกมาท้วงติงว่าหาก ส.ว.ไม่เปลี่ยนจุดยืนในการลงมติรับหลักการเพื่อเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ อาจจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าทำลายประชาธิปไตยนั้น ส่วนตัวปฏิเสธ ว่า ส.ว.ตั้งจุดยืนในการลงมติในชั้นรับหลักการญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ญัตติ และไม่เห็นว่ามีใครมีจุดยืนใด ซึ่งมองว่าเป็นเพียงข้อกังวลว่าญัตติจะไม่ผ่านวาระรับหลักการ อีกทั้งเป็นข้อกฎหมายจึงไม่ได้เกี่ยวกับ ส.ว.
ทั้งนี้ ส.ว.ต้องระมัดระวังในการลงมติ และส่วนตัวเห็นว่าจุดยืนในทางความเป็นจริง ที่ต้องยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง คือ ส.ว.ต้องมีอิสระ เพราะ ส.ว.ไม่ใช่นักการเมือง ต้องมีดุลยพินิจ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และนี่คือจุดยืน ส.ว. ที่ต้องพิจารณารัฐธรรมนูญให้ดี เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และขอย้ำว่าต้องรับฟังผลการพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาญัตติของรัฐสภา ก่อนพิจารณาลงมติ
ส่วนข้อกังวลของ ส.ว.บางส่วน ว่าจะต้องทำประชามติถามความเห็นประชาชนก่อนการแก้รัฐธรรมนูญว่าเห็นด้วยหรือไม่นั้น ซึ่งยอมรับว่าลำบากใจในการตอบ เพราะเรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงของนักกฎหมาย จึงพยายามไปศึกษาเช่นกันว่าเป็นอย่างไรขณะเดียวกัน มีการตั้งอนุกมธ.ศึกษารายงานว่า ซึ่งต้องฟังรายงาน หลังจากนี้ต้องดูว่า ส.ว.จะพิจารณาอย่างไร เพราะฝ่ายหนึ่งบอกว่าให้ทำประชามติตอนนี้ ก่อนรับหลักการหรือหลังรับหลักการ จะต้องให้ได้ข้อยุติในประเด็นนี้ และมีการหารือในข้อกฎหมายหากดำเนินการไม่ถูกต้องอาจขัดต่อกฎหมายได้ แต่ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ จึงยังไม่สามารถตอบได้ชัดขณะนี้
สำหรับข้อกังวลว่ารัฐสภาอาจตีตกในวาระรับหลักการในช่วงเปิดสมัยประชุมหน้า ทำให้ต้องไปเริ่มกระบวนการใหม่ในสมัยประชุมปี 2564 เดือนพ.ค.นั้น ส่วนตัวยืนยันว่าไม่ใช่ธงที่ตั้งไว้ ทำไมต้องถูกตีตกไป ยืนยันไม่มีความคิดเรื่องนี้ จากที่ฟังเสียงของ ส.ว. เพราะแต่ละคน จะรับฟังผลศึกษาแต่ละร่างฯไป 2 ญัตติแรกก็มีการพิจารณาควบคู่กันไป คือ แก้มาตรา 256 และการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ส่วนอีก 4 ญัตติเป็นการแก้เฉพาะเรื่อง ต้องดูความเห็น ส.ว. และขอให้สื่อมวลชนติดตามรายงานการศึกษาของ กมธ.วิสามัญฯ ซึ่งผลการศึกษาไม่ได้ชี้นำการลงมติ แต่จะแจงในข้อกฎหมาย