ส่วนกรณีที่บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และเป็นหนึ่งในเอกชนที่ซื้อเอกสารประกวดราคา ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางกรณีแก้ไขเงื่อนไขการประมูล หรือร่าง TOR นั้น ขณะนี้ศาลยังไม่ได้นัดไต่สวน แต่ได้รับหนังสือคำฟ้องแล้ว และจากการพิจารณาพบว่าไม่มีประเด็นใดที่น่ากังวล โดย รฟม.มั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง และยืนยันว่าดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันใน RFP ข้อ 17.1 ก็ได้ระบุไว้ว่าสามารถออกเอกสารเพิ่มเติมที่จะปรับเปลี่ยนได้ และจากการพิจารณารายชื่อบริษัทที่ซื้อเอกสารประกวดราคา พบว่าบริษัทส่วนล้วนมีประสบการณ์ในการก่อสร้างงานอุโมงค์ อีกทั้ง รฟม. ยังเปิดกว้างให้ผู้รับเหมาสามารถว่าจ้างผู้รับเหมาช่วง หรือซับ-คอนแทรคมาดำเนินการได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ซื้อเอกสารเท่านั้น ซึ่งในไทยมีเอกชนหลายบริษัทที่มีประสบการณ์งานอุโมงค์ขนาดใหญ่ เช่น บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ผู้ว่าการ รฟม. ยังยืนยันว่าไม่เคยกำหนดเงื่อนไขงานโยธาหากได้บริษัทผู้รับเหมาไทยจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และไม่ได้กำหนดด้วยว่าจะต้องมีประสบการณ์งานอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเทคนิคการก่อสร้างอุโมงค์ทุกรูปแบบใช้เทคนิคเดียวกัน เพียงแต่งานอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาจะละเอียดอ่อนกว่า โดยในการยื่นซองข้อเสนอด้านเทคนิค ผู้ซื้อซองต้องอธิบายให้ได้ว่าจะใช้เทคนิคการขุดเจาะในพื้นที่อย่างไร BTS ชี้เงื่อนไขประมูล เอื้อ เอกชนบางราย
ด้านสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ระบุ ศาลปกครองมีคำสั่งนัดไต่สวนนัดแรกในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ซึ่งน่าจะต้องไปชี้แจงกันทั้งสองฝ่าย คือบีทีเอสและ รฟม. ยืนยันว่าการเปลี่ยนหลักเกณฑ์หลังการขายเอกสารประกวดราคาไปแล้ว และจะนำข้อเสนอด้านเทคนิคมาคำนวณคะแนนด้วย เป็นหลักเกณฑ์ที่ไม่เคยใช้มาก่อนตั้งแต่มี พรบ.ร่วมทุน แม้จะมีใช้ก็ไม่เคยมีใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับเกณฑ์ในลักษณะแบบนี้ จะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ บีทีเอสยืนยันว่าข้อกำหนดในเอกสารข้อเสนอ คือ Request for Proposal หรือ RFP รฟม.ได้กำหนดรายละเอียดข้อเสนอด้านเทคนิคเป็นกรอบกว้างๆ จำนวน 5 ข้อ โดยกำหนดส่วนสำคัญคือผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีคุณสมบัติมีประสบการณ์ขุดเจาะอุโมงค์รถไฟฟ้ารัศมีไม่ต่ำกว่า 5 เมตร รวมทั้งยังมีหมายเหตุระบุด้วยว่า ผลงานและประสบการณ์ในไทย จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ หาก รฟม.ใช้หลักเกณฑ์เดิม คือผ่านและไม่ผ่าน ก็จะไม่เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบ แต่หากมีการกำหนดคะแนน บีทีเอสเกรงว่าจะเกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบ จากการประเมินขั้นตอนของศาลปกครองในกรณีที่ผ่านมา ทราบว่าภายหลังศาลนัดไต่สวนครั้งแรก จะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงจะทราบผลการพิจารณาของศาล เบื้องต้นบีทีเอสคาดการณ์ว่าจะทราบผลพิจารณาของศาล ว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินหรือไม่ ก่อนวันที่ 9 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่รฟม.กำหนดให้ยื่นข้อเสนอ โดยบีทีเอสยังคงร่วมประมูลโครงการภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม