เนชั่นทีวี

ข่าว

"นิพนธ์"แจงปปช.ชี้มูล ถือเป็นการรักษาประโยชน์แผ่นดิน

02 ต.ค. 2563 | sitthichai_nak

"นิพนธ์"แจงปปช.ชี้มูล ถือเป็นการรักษาประโยชน์แผ่นดิน

"นิพนธ์ บุญญามณี" แจงประเด็นป.ป.ช.ชี้มูล นายกฯอบจ.ปี 56 ไม่ยอมเบิกจ่ายค่าจัดซื้อรถซ่อมบำรุงถนน 50.8 ล้าน ไม่ถือเป็นทุจริต แจงผลสอบ พบข้อมูส่อฮั้ว ทั้งการขยายเวลารับซอง - ชื่อผู้จำหน่ายเป็นข้อมูลเท็จ - คนใกล้ชิดแจกแคลชเชียรให้คู่แข่งร่วมประมูล สุดท้าย อยู่ระหว่างพิจารณศาลปกครอง จึงติดระเบียบกระทรวง ห้ามจ่ายจนกว่าคดีสิ้นสุด

จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ชี้มูลจากประเด็นที่นายนิพนธ์ บุญญามณี ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา(นายกฯอบจ.สงขลา) ไม่ยอมเบิกจ่ายงบประมาณ เป็นค่าจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางเอนกประสงค์ จำนวน 2 คัน มูลค่า 50.8 ล้านบาท ถือเป็นความผิด กลายเป็นประเด็นร้อน เกิดเป็นข้อสงสัยต่างๆ จากการชี้มูลของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคาบลูกคาบดอก


ล่าสุด วันที่ 2 ต.ค.2563 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง(รมช.)มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เนชั่น ขยี้ข่าวเช้า ทางสถานีข่าวเนชั่นทีวี ช่อง 22 โดยระบุว่าผมขออนุญาติชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมถูกกล่าวหาทุจริต แต่เป็นเรื่องที่ผมพยายามรักษาเงินของแผ่นดินรักษาผลประโยชน์ของทางราชการไว้ เพราะ ก่อนผมเข้ารับตำแหน่งนี้ เมื่อปี 2556ทางอบจ.สงขลา ได้จัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางมาแล้ว 2 ครั้ง

"นิพนธ์"แจงปปช.ชี้มูล ถือเป็นการรักษาประโยชน์แผ่นดิน


โดยครั้งแรกเมื่อเดือนก.ค.2555 จัดซื้อ 1 คัน เดือน ต.ค.2555 จัดซื้ออีก 1 คัน และครั้งที่เกิดเหตุคือเมื่อเดือน เม.ย.2556 มีการจัดซื้อ 2 คัน โดยมีการประกาศให้กับผู้ที่สนใจสามารถเดินทางไปรับแบบของรถได้ที่ สำนักงาน อบจ.สงขลา ตั้งแต่วันที่10 24 เม.ย.2556 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่ง นายกฯ อบจฯ คือ ก.ย.2556


ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง จึงมีการส่งมอบรถ ซึ่งก็มีการร้องเรียนไปยังทั้งทางจังหวัดและทาง อบจ.สงขลาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า มีการฝ่าฝืนพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง การสมยอมราคา หรือการฮั้วประมูลผมจึงต้องมีความระมัดระวังในการตรวจสอบดูแลเพื่อหาข้อเท็จจริง ซึ่งระหว่างดำเนินการ ทางจังหวัดเองก็ยังมีหนังสือแจ้งให้ผมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วรายงานให้ทางจังหวัดได้รับทราบซึ่งตามคำร้อง ระบุให้ผมระงับการจ่ายเงินไว้ก่อน

ในช่วงที่ผมได้รับหนังสือแจ้งจากทางจังหวัด ก็มีการตรวจสอบแบบของรถที่ส่งมอบว่า สามารถใช้งานตามคุณลักษณะที่กำหนดไว้เหรือไม่ เพราะเป็นรถที่มีอุปกรณ์ต่างๆ มากมายนำประกอบขึ้นมาให้เป็นรถที่มีคุณสมบัติเหตะารถตามที่กำหนดไว้ มันจึงขายในราคาขาย 25 ล้านบาท และในช่วงระหว่างที่ตรวจสอบอยู่นั่นแหละ กลับมีการร้องจากบริษัทจำหน่าย ร้องไปยังจังหวัดว่าผมไม่ยอมจ่ายเงิน ทางจังหวัดก็ได้แจ้งให้ผมจ่าย แต่ในหนังสือของทางจังหวัดระบุถึงกรณีที่มีการร้องเรียนฮั้ว ก็ให้ผมตรวจสอบต่อไป ถ้าปรากฎว่าใครทำความผิดก็ให้ผมดำเนินคดีให้เด็ดขาด


ผมก็สับสนซิครับ เพราะถ้าผมจ่ายไปแล้ว บริษัทผู้ชนะ ซึ่งเขามีทุนจดทะเบียนเพียง 1ล้าน ถ้าผมจ่ายไป 52 ล้าน แล้วมาปรากฎข้อเท็จจริงภายหลังว่ามีการฮั้วกัน ทำผิดกฎหมายฮั้ว สัญญาซื้อขายก็เป็นโมฆะอยู่แล้ว แล้วใครจะรับผิดชอบ ผมจึงแจ้งไปทางหจังหวัดไปว่า ขณะนี้ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท้จรริงตามที่ทางจัวหวัดสั่งมาแล้ว ก็ขอให้รอจนการตรวจสอบเสร็จสิ้นเสียก่อน


จากนั้นบริษัทผู้ชนะการประมูล นี่แ จึงนำความที่ผมแจ้งไปยังทางจังหวัดฟ้องร้องต่อศาล จนทางกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือสั่งการลงวันที่ 17 ธ.ค.2552 แจ้งไว้ว่า หากมีการฟ้องร้องคดี ห้ามผู้บริหารหน่วยงานใดๆ ไปดำเนินการอันเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาล ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นทุกคนทราบดีถึงข้อสั่งการนี้


กระทั่งคณะกรรมการที่ผมแต่งตั้งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง รายงานผลการสอบ ระบุเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด พ.ร.บ.ฮั้ว ด้วยเหตุผล อาทิ บริษัทที่ให้ที่อยู่ไว้ในประเทศออสเตรเลีย ไม่สามารถติดต่อได้เลย ทั้งทางไปรษณีย์ และทางหมายเลขโทรศัพท์ และอีเมล์ 2 ในวันซื้อซองประมูล มีการติดต่อ 5 รายแต่ปรากฎว่าในวันสุดท้าย กลับมีการขยายเวลาและวันในการเปิดรับซองประมูล จากเดิม 11- 24 เมย. เป็น 25 เม.ย.- 3 พ.ค. ทั้งๆ ที่ไม่มีระเบียบรองรับ หรือควรขยายก่อนหมดเวลาวันสุดท้ายซึ่งผมได้รายงานให้ทางจังหวัดทราบและผมก็ต้องทำตามคำสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ที่ลงไว้เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2552


ต่อมา ศาลปกครอง ชี้ว่า ไม่ผิดตามพรบ.ฮั้ว เพราะไม่มีการถือหุ้นไขว้กัน พร้อมสั่งให้ อบจ.จ่าย แต่ทางอบจ.อุทธรณ์ ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด และการที่ผมไม่จ่าย ผมถือว่าเป็นการกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ อบจ.


นอกจากนี้ ยังได้รับข้อมูลอีกว่า ในการซื้อแคลชเชียร์เช็ค มาประกันซอง พบว่า บริษัทผุ้ชนะ มอบอำนาจให้นาง ก.มาทำหน้าที่ต่างๆ ตั้งแต่การซื้อซอง ซื้อแบบ ลงนามกับ อบจ.สงขา แต่แม่ของนาง ก.เป็นผู้ที่ซื้อและนำเงิน 2.5 ล้านบาท ไปซื้ออแคลชเชียร์จากธนาคารให้กับบริษัทที่มายื่นซองแข่งขัน

ข่าวล่าสุด