(29 กันยายน 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า แม้ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกรัฐบาลได้ แต่ถ้าขบวนการต่างๆ ลดข้อเรียกร้องให้พุ่งเป้ากดดันเฉพาะรัฐบาลและรัฐสภาแล้ว จะมีประชาชนออกมาชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. อย่างมืดฟ้ามัวดิน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยขณะนี้กำลังเดินไปพบทางตันเข้าไปทุกขณะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่ายังไม่ท้อ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ปฏิเสธไม่มีรัฐบาลแห่งชาติ รวมทั้งมีนักวิเคราะห์การเมืองกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทยแตกต่างกันไป
"หลายปีที่ผ่าน ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกรัฐบาล เพราะท้ายที่สุดต้องอยู่กับวังวนรัฐบาลจากรัฐประหารทุกครั้งผมมีความเชื่อว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนกราน และไม่รู้จะแข็งแรงกันได้อีกกี่วันว่า ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา จึงทำให้ดัชนีการเมืองด้านอื่น ต้องปิดประตูไปโดยปริยาย ยกเว้นจะมีขบวนการรัฐประหารพังประตูเข้าไปอีก" นายจตุพร กล่าว
ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในพรรคเพื่อไทย ยังไม่ถึงขั้นจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาล ส่วนกลไกที่ออกแบบการสืบทอดอำนาจกันมานั้น มีความแยบยลทุกขั้นตอน การมีมาตรา 272 ให้ ส.ว.เลือกนายกฯได้ เป็นเพียงการขู่พรรคการเมือง แม้ พรรคประชาธิปัตย์ กลับคำพูดมาสนับสนุนตั้งรัฐบาล แต่มีเงื่อนไขบางๆในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นทางออก ซึ่งสุดท้ายจะรักษาคำพูดการแก้รัฐธรรมนูญไว้ได้อีกหรือไม่
"ผมเคยย้ำมาหลายครั้งว่า รัฐธรรมนูญอาจไม่ได้แก้สักมาตรา หรือถ้ารับแก้เพียงร่างเดียว ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นมา อีกอย่างการตัดสินใจยื้อ แก้รัฐธรรมนูญไปอีก 1 เดือน ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อผสมกับตัวรัฐบาลเองยังมีปัญหามากอยู่แล้ว ท้ายที่สุดจะกลายเป็นเงื่อนไขเรียกคนให้ไปบรรจบกันในวันที่ 14 ต.ค. และอาจออกมาสู่ถนนโดยไม่จำเป็น" ประธาน นปช. ระบุ
นอกจากนี้ ประกอบกับรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐบางคน พูดราวกับดูแคลนผู้ชุมนุม ว่ามีคนแค่หยิบมือเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดการพิสูจน์กันให้เกิดคนมาร่วมชุมนุมของจริงจำนวนมาก ดังนั้น สภาฯ ยื้อลงมติแก้รัฐธรรมนูญ และ ส.ส.บางคนท้าทายอารมณ์ความรู้สึกประชาชน ซึ่งจอมพลประภาส จารุเสถียร ต้องพังพินาศ ด้วยการข่าวเช่นนี้มาแล้ว