(26 กันยายน 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา ต่อกรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นปรากฎการณ์หลอกประชาชน ตามความเชื่อของผู้มีอำนาจที่ชอบหลงตัวเอง ซึ่งจะทำให้ประชาชนโกรธชิงชัง และจะเอาคืนอย่างเจ็บปวดสาหัสที่สุด
ทั้งนี้ การตั้ง กมธ.ศึกษาการลงมตินั้น ส่วนตัวยังไม่เคยเห็น เพราะคนที่เป็น สส. และ สว. มีวุฒิภาวะในการออกกฎหมาย กลับมาบอกว่า ไม่เข้าใจในร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง 6 ร่างนั้น เป็นเรื่องรับฟังไม่ได้ นอกจากยื้อเวลา แล้วสร้างความชิงชัง ความเกลียดชัง ให้เป็นแรงกระเพื่อมทางการเมือง โดยไม่มีความจำเป็น ซึ่งการยื้อออกไป 1 เดือน เป็นช่วงปิดสมัยประชุม แต่การเปิดสภาสมัยวิสามัญนั้น สมาชิกสองสภารวมกันจำนวน 1 ใน 3 หรือ 250 เสียง สามารถยื่นคำร้องให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจำนวนสมาชิกไม่เห็นชอบกับการตั้ง กมธ.แล้ว มี 255 เสียง ดังนั้น จึงเป็นจำนวนเกินกว่าการยื่นเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้แล้ว ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในช่วงที่ร้อน เพราะประชาชนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาชาติ เมื่อเสนอให้ตั้ง กมธ.เท่ากับเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟ ดังนั้น จึงเรียกร้องไปยังพรรคการเมืองที่ไม่เห็นชอบกับการตั้ง กมธ.ศึกษาการลงมติ จำนวน 255 เสียง ควรยื่นเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ
ประธาน นปช. กล่าวต่อว่า การประชุมสองสภามีมติตั้ง กมธ.นั้น คงไม่มีใบสั่งจากผู้มีอำนาจ แต่เป็นเพราะทัศนคติของ ส.ว. ที่ห่วงในอำนาจ จึงออกมติมาถ่วงเวลาเช่นนี้ หากมีใบสั่งแล้ว จะออกมาแบบให้ลงมติผ่านร่างใดร่างหนึ่งหรือทั้งหมด หรือไม่ให้ผ่านเลยสักร่างแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นได้ ดังนั้นอยากให้สมาชิกรัฐสภาชุดนี้ศึกษาบทเรียนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เพราะชนวนสำคัญทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นนั้น คือ การรับปากว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีมาจากเลือกตั้งแต่ถูกเบี้ยว
"ประชาชนจึงมาชุมนุมเต็มท้องสนามหลวงคนไทยเสียอะไรก็เสียได้ ยกเว้นเสียรู้ เขารับไม่ได้ เทียบกับกรณีการอภิปรายเมื่อ 24 ก.ย.นั้น เพื่อรอการลงมติแก้รัฐธรรมนูญ แต่กลับเหมือนการถูกหลอก เพราะไม่มีการลงมติ แต่ถูกยื้อให้ตั้ง กมธ.เพื่อศึกษาการลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับ" ประธาน นปช. กล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อในสถานการณ์ข้างหน้า เมื่อนัดชุมนุมกันขึ้นมาอีกครั้ง โดยเน้นเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ หรือเรียกร้องยุบสภา หรือรัฐบาลลาออกแล้ว คนจะตอบรับอย่างมืดฟ้ามัวดิน และคงไม่มีใครเอาสถานการณ์เช่นนั้นอยู่ได้ ถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่รู้ร้อนรู้หนาว และไม่พยายามแก้ปัญหา แต่กลับคิดว่าไม่มีสภาฯ เพราะปิดสมัยประชุมแล้วจะไร้ปัญหา มองว่าคิดผิดหมด เพราะคนปลุกฝูงชนขึ้นมาต่อสู้คือ กลไกของสภาฯเองอีกทั้ง ยังโยงปัญหาไปถึงรัฐบาลอีกด้วยว่า นโยบายแก้รัฐธรรมนูญที่แถลงต่อรัฐสภา แต่รัฐสภากลับไม่เห็นชอบการแก้ ดังนั้น รัฐบาลสมควรจะอยู่ต่อไปหรือไม่