นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า จากปัญหาการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งที่เกิดจากผลกระทบวิกฤติ Covid-19 และปัญหาไม่สามารถเข้าถึงตลาดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการสร้างรายได้และขีดความสามารถทางธุรกิจที่ถดถอยลง สสว. ในฐานะที่มีบทบาทภารกิจหลักในการส่งเสริมเอสเอ็มอี เล็งเห็นว่าการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นและภูมิภาค สามารถเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพโดยเฉพาะตลาดจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปีได้ จะเป็นหนทางช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว
ในช่วงที่ผ่านมา สสว. ได้ร่วมกับ กรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในนามคณะทำงานสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมการเข้าถึงตลาดดังกล่าว และจะเริ่มสะท้อนผลสำเร็จเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงการคลังกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ตามที่กรมบัญชีกลางเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้รับความเห็นจาก สสว. ไปประกอบการพิจารณา ทั้งนื้ เนื่องจากร่างกฏกระทรวงดังกล่าว มุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคผลิตและภาคบริการ ดังนั้นเพื่อกระจายการส่งเสริมให้ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจของเอสเอ็มอี สสว. จึงเสนอให้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมภาคการค้าด้วย เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เอสเอ็มอีได้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐมากยิ่งขึ้น และเป็นการกระจายโอกาสการเข้าถึงตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพในพื้นที่ภูมิภาค
สำหรับ ร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ได้กำหนดมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ 1) กำหนดสัดส่วนจัดซื้อจากเอสเอ็มอี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างในหมวดสินค้า/บริการที่กำหนด โดยให้คัดเลือกจากเอสเอ็มอีในจังหวัดก่อน หากไม่มีในจังหวัดหรือมีจำนวนไม่ครบ 3 ราย สามารถคัดเลือกจากภายนอกจังหวัดได้ 2) การให้แต้มต่อร้อยละ 10 กับเอสเอ็มอีที่เข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e-Bidding สามารถเสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดไม่เกินร้อยละ 10