ในเวทีเสวนาครั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. มีวิทยากรอีก 3 คน ที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เปิดแง่มุมใหม่ๆ เกี่ยวกับงานยาเสพติด ประกอบด้วย นางบังอร คงเพ็ชร์ จิตอาสาพยาบาลยาเสพติด, นายอัครินทร์ ปูรี หรือ หรั่ง พระนคร อดีตผู้เคยหลงผิด และ นายนที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย บุดดาเบลส ศิลปินนักร้องนางบังอร คงเพ็ชร์ จิตอาสาพยาบาลยาเสพติด ที่ร่วมพูดในประเด็น "เพราะการติดยารักษาได้ด้วยความเข้าใจ" บอกว่า ในฐานะที่ทำงานด้านการบำบัดรักษามาอย่างยาวนาน แม้เกษียณมาแล้ว 9 ปี ก็ยังทำงานนี้อยู่ด้วยความรัก ไม่ใช่รักในการใช้ยาของเด็ก แต่รักที่เห็นเด็กที่เคยติดยาสามารถกลับประสบความสำเร็จได้ สิ่งหนึ่งหลายคนมองว่า เด็กที่ติดยา เพราะมีปัญหามาจากครอบครัว ทั้งที่ความจริงแล้วมีปัจจัยมากกว่านั้น
จากการคลุกคลีกับปัญหามานาน ลงไปดูถึงจุดเริ่มต้นในครอบครัว เห็นว่า "ความเข้าใจ" ของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเข้าใจแล้วต้องช่วยเหลือและเป็นกำลังใจไม่ให้กลับเข้าไปสู่วังวนเดิมๆ
แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดของคนที่ติดยาเสพติด คือ อาการป่วยของผู้ติดยา ไม่ว่าจะเป็นภาวะสเก็ตเงิน, ท้องมาน, เบาหวาน ที่ลุกลามจนกระทั่งเกิดบาดแผล ต้องตัดอวัยวะทิ้ง, กระดูกผุ, ตุ่มตามผิวหนังที่เหมือนอาการน้ำร้อนลวก, ผิวหนังกรอบแห้งหลุดเป็นแผ่นๆ ซึ่งอาการป่วยต่างๆจะทำให้การใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น รวมทั้งการกลับเข้าสู่สังคมก็เป็นไปได้ยาก
นางบังอร กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่อยาก ถ้าเรียนรู้อย่างเข้าใจ ยาเสพติดเป็นโรคทางใจ ต้องเข้าใจ ให้เขาเห็นถึงอันตราย และพากลับคืนสู่งสังคมให้ได้ ต้องยึดหลักว่า "ผู้เสพคือผู้ป่วย"
ขณะที่ นายอัครินทร์ ปูรี หรือ หรั่ง พระนคร อดีตผู้เคยหลงผิด ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำประสบการณ์มาถ่ายทอดในหัวข้อ "อยู่ที่ใจ" ที่เห็นว่าทุกเรื่องราวในชีวิต ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน อยู่ที่ใจที่จะก้าวข้ามไปให้ได้
นายอัครินทร์ หรือ หรั่ง พระนคร บอกว่า เป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาเริ่มมาจากครอบครัว เพราะเมื่อแม่เสียชีวิต พ่อเริ่มกินเหล้า และเริ่มใช้กำลังทำร้าย ซึ่งเมื่อเห็นว่าการใช้กำลังทำให้คนอื่นกลัว จึงเริ่มใช้กำลังกับเพื่อน กลายเป็นหัวโจก เริ่มยกพวกตีกับนักเรียนโรงเรียนอื่นกระทั่งถูกจับ และเมื่อพ่อไม่ยอมมารับตัวที่โรงพัก ทำออกไปอยู่ที่บ้านเพื่อนตั้งแต่วันนั้น