พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 31/2563 ลงวันที่ 14 กันยายน 2563 เรื่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาปฏิบัติหน้าที่ในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ โดยบรรจุและแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้สั่งย้ายด่วน พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง องค์การคลังสินค้า หรือ อคส. มาปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2563
สาเหตุที่ออกคำสั่งดังกล่าว เป็นเพราะในช่วงเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการอคส. ได้นำเงิน 2 พันล้านบาทของอคส.ไปจัดซื้อถุงมือยาง โดยที่ไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการอคส. และอาจเข้าข่ายพัวพันกับการทุจริต
ล่าสุดคณะกรรมการ อคส.ได้ประชุมนัดเร่งด่วนวานนี้ เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีมติให้ระงับการจัดซื้อถุงมือยางดังกล่าว และยกเลิกสัญญา เพราะถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ เนื่องจาก รักษาการผู้อำนวยการอคส.ไม่มีอำนาจอนุมัติงงบประมาณเกินกว่า 25 ล้านบาทด้วยตัวเอง
ข้อบังคับของอคส. กำหนดว่าผู้อำนวยการ สามารถจัดหาวงเงินได้เพียงครั้งละไม่เกิน 25 ล้านบาท หากเกินกว่านั้นแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ต้องเสนอให้ประธานกรรมการ อคส.พิจารณา และหากเกินกว่า 50 ล้านบาท ต้องเสนอให้คณะกรรมการ อคส.พิจารณา แต่กรณีนี้ต้องจัดหาเงินมากถึง 2,000 ล้านบาท และไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการ อคส.พิจารณาแต่อย่างใด
คณะกรรมการ อคส. ยังให้อำนาจผู้อำนวยการอคส.แจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ฐานฉ้อโกง รวมทั้งให้อายัดเงินในบัญชีที่อคส.ได้โอนให้กับบริษัทผู้ผลิตถุงมือยาง และให้ตรวจสอบเส้นทางของเงินด้วย
การดำเนินการของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ เป็นการกระทำการลุแก่อำนาจโดยพลการ ไม่ผ่านที่ประชุมบอร์ด และไม่รายงานให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รับทราบ นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ผู้อำนวยการ อคส.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้แต่งตั้งแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา
ด้านพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ชี้แจงว่า ได้รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปรายงานตัว กำลังรอหนังสืออย่างเป็นทางการ และขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ตนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมาย คือ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้าพ.ศ.2498 มาตรา 26 วรรคแรก ไม่ได้มีการทุจริตแต่อย่างใด และเป็นความตั้งใจที่จะล้างขาดทุนสะสมของอคส.ในช่วง 5 ปีติดต่อกัน ที่มีกว่า 11,000 ล้านบาทให้หมดไป
สำหรับการจัดซื้อถุงมือยางไนไตรดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากมีผู้ส่งออกสอบถาม อคส.ว่าสามารถจัดหาถุงมือยางให้ได้หรือไม่ เพราะต้องการส่งออกไปสหรัฐฯ และยุโรป ในจำนวนมากถึง 500 ล้านกล่อง ราคากล่องละ 230 บาท จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่อคส.จะซื้อขายถุงมือยาง และทำกำไรได้ 3,500 ล้านบาท จึงติดต่อผู้ผลิตไปหลายราย แต่ในที่สุดได้สั่งซื้อจากบริษัท การ์เดียน โกลฟส์ จำกัด โดยบริษัทมีหนังสือเสนอราคาลงวันที่ 27 สิงหาคม 2563 มายังอคส. เสนอราคาจำหน่ายกล่องละ 225 บาท รวมมูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยให้อคส.ชำระเงินล่วงหน้า 2,000 ล้านบาท และส่งมอบภายใน 2 ปี