เนชั่นทีวี

ข่าว

ป.ป.ช. เดินหน้าต่อต้านการทุจริต

17 ก.ย. 2563 | pantipa_jit

ป.ป.ช. เดินหน้าต่อต้านการทุจริต

ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ปาฐกถาพิเศษ "การต่อต้านการทุจริตในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง" มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วน Together Against Corruption ภายใต้โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจประธานกรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชาติเรื่อง "การต่อต้านการทุจริตในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง"(Knowledge Sharing Forum on Combating Corruption in the Changing World) เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2563 ณ โรงแรม แกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเต็ล จังหวัดนนทบุรี



ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ได้กล่าวในช่วงพิธีเปิดการสัมมนาฯ ว่า "การจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อเป็นเวทีให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลของการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในแต่ละรอบปีว่ามีความสำเร็จหรือจุดอ่อนที่ค้นพบ และแนวความคิดสำคัญๆเพื่อการปรับเปลี่ยนในปีต่อ ๆ ไป ให้มีสัมฤทธิ์ผลต่อการเพิ่มค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index : CPI) ของประเทศไทยซึ่ง ณ ปี 2562 อยู่ที่ 36 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เป็นอันดับที่ 101 จาก 180 ประเทศ นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของคนไทยทุกคนที่ต้องร่วมแรงกายแรงใจ"Together against corruption" อีกทั้งต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งอนาคตและปรับเปลี่ยนวิธีคิด แนวทางรวมทั้งกระบวนการป้องกันและลดการทุจริตให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป"

ป.ป.ช. เดินหน้าต่อต้านการทุจริต


ในช่วงการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "การต่อต้านการทุจริตในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง"(Combating Corruption in the Changing World) โดย พลตำรวจเอกวัชรพล กล่าวว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงของงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในเชิงโครงสร้างและระบบครั้งสำคัญคือ



- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2561ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการไต่สวนข้อเท็จจริงของคดีที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน2 ปี แต่หากมีกรณีจำเป็น สามารถขยายเวลาได้อีก 1 ปี รวมแล้วต้องไม่เกิน 3 ปี พร้อมทั้งมีกำหนดเรื่องระยะเวลาการดำเนินการตรวจสอบไว้รวมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อรองรับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนและการตรวจสอบเบื้องต้นให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น



- การเปลี่ยนแปลงถึงกลไกในการทำงานร่วมกันTogether Against Corruption ของหลายองค์กร โดย สำนักงานป.ป.ช.เป็นหน่วยงานกลางในการรับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนการทุจริตของเจ้าพนักงานของรัฐทุกระดับโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเน้นการทำคดีที่เป็นเรื่องสำคัญและเป็นความผิดร้ายแรงและสามารถมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแทนในบางกรณี ดังนี้



1. พนักงานสอบสวนดำเนินการในเรื่องที่ไม่ร้ายแรงที่เป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 61และมาตรา 63



2. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(คณะกรรมการ ป.ป.ท.) ดำเนินการในเรื่องที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่อำนวยการระดับสูงหรือเทียบเท่าลงมาว่า กระทำความผิดหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในเรื่องที่มิใช่เป็นความผิดร้ายแรงตามมาตรา 62



3. ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนในหน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการในเรื่องกล่าวหาที่มิใช่เป็นความผิดร้ายแรงหรือเรื่องกล่าวหาที่มิได้อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 64



แม้ว่าเราจะมีกฎหมายและกลไกที่ปรับเปลี่ยนเพื่อลดการทุจริตให้เกิดผลแต่สถานการณ์การทุจริตทุกวันนี้ยังคงรุนแรง ดังปรากฏจากข้อมูลสถิติ ณ วันที่ 2 กันยายน 2563 มีการดำเนินการด้านการไต่สวนตลอดปี 2562 2563 สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการแล้วเสร็จ 1,036 เรื่อง คงเหลือ 3,342 เรื่อง ซึ่งเรื่องคงเหลือ 3,342 เรื่อง มีข้อน่าสังเกตคือวงเงินงบประมาณของโครงการหรือจำนวนเงินที่มีการทุจริต จากคำกล่าวหาในปีงบประมาณ 2562 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. รับไว้ดำเนินการเอง 3,285เรื่อง มียอดรวมทั้งสิ้น 236,240 ล้านบาท โดยพบว่าเป็นประเภทการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุด 207,060ล้านบาท รองลงไปเป็นเรื่องการปฏิบัติ/ดำเนินการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ วงเงิน 23,840 ล้านบาท



ส่วนงบประมาณของโครงการและจำนวนเงินที่มีการทุจริตที่ส่งต่อหน่วยงานภายนอก ตามมาตรา 61 - 64 พบว่า วงเงิน 1,967 ล้านบาทเป็นประเภทความผิดประเภทปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบวงเงิน 1,152 ล้านบาทรองลงมาเป็นการยักยอก/เบียดบังเงินหรือทรัพย์สินของราชการ 428 ล้านบาท


ป.ป.ช. เดินหน้าต่อต้านการทุจริต

- การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกันปัจจุบันมีคณะอนุกรรมการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน 14คณะ โดยกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละท่านจะทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป้าหมายในการดำเนินการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน คือเพื่อให้บุคคลผู้ใช้อำนาจรัฐได้แสดงถึงความโปร่งใสหากการตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายกรณีร่ำรวยผิดปกติก็จะนำไปสู่การยึดทรัพย์กลับคืนแก่แผ่นดินอันเป็นมาตรการเสริมทั้งเรื่องการปราบปรามการทุจริตและการป้องกันการทุจริตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น



- การเปลี่ยนแปลงในมิติด้านการป้องกันการทุจริตในเชิงระบบที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและทุกภาคส่วน คือการแต่งตั้ง"คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต"เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครอง รวมทั้งจัดให้มีช่องทางการแจ้งข้อมูลเบาะแสรวมทั้งได้แต่งตั้ง"คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต"ประจำภาค 1 - 9 และเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร



ได้สร้างพลังเครือข่ายประชาชนใน "ชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต"ทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานครที่ผ่านการเรียนรู้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา และมีบทบาทในการจับตามองและแจ้งเบาะแส(watch & voice) ร่วมกันดูแลพื้นที่และจังหวัดภูมิลำเนาถิ่นอยู่อาศัย ไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นมา ปัจจุบันสมาชิกชมรม จำนวนมากกว่า 60,000คน และชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต ทุกจังหวัดมีการวิเคราะห์ประเด็นและพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการทุจริตและได้ร่วมกันปักหมุดประเด็นและพื้นที่เสี่ยงในปี 2563 ในโครงการปักหมุดพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต(Corruption Risk Mapping) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามการทุจริตที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งมีการเชื่อมโยง (STRONG Connectivity) ขยายผลกระบวนการมีส่วนร่วมไปยังกลุ่มภาครัฐภาคเอกชน กลุ่มเยาวชน กลุ่มวิทยากรตัวคูณของ ป.ป.ช. โดยโค้ช



และสมาชิกชมรม STRONG ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาและการมีส่วนร่วม watch & voice ภายในองค์กรเพื่อส่งเสริมองค์กรโปร่งใสไร้ทุจริตได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมี STRONG องค์กรพอเพียงต้านทุจริตต้นแบบ 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร



บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งและสำนักงาน ป.ป.ช. และในปี 2563 ดำเนินการขยายผลไปสู่องค์กรทุกภาคส่วนใน STRONGConnectivity มีเยาวชนที่เป็นสมาชิกในชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต มากกว่า 5,000 คน และในปี 2564 สำนักงาน ป.ป.ช. จะประสานสภาเด็กและเยาวชนในการสร้างโค้ช STRONGYoung Leaders จำนวน 1,000 คนด้วยหลักสูตรโค้ชเพื่อการรู้คิดต้านทุจริต และส่งเสริมให้โค้ชเยาวชนนำหลักการต้านทุจริตไปขยายเครือข่ายในกลุ่มเด็กและเยาวชนต่อไป

ป.ป.ช. เดินหน้าต่อต้านการทุจริต


ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 - 2563 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ฝึกอบรมกลุ่มข้าราชการเอกชน บุคลากรทางการศึกษามากกว่า 6,000 คนด้วยหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา วิทยากรตัวคูณกลุ่มนี้ เป็นกำลังสำคัญในการขยายผลในวงกว้างที่สำคัญยิ่งคือ การได้รับเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงโปรดประทานให้นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาประยุกต์ในหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาเพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตโดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา ผ่านการเทศนาและการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและจะขยายผลไปสู่ศาสนาอื่น ๆ ด้วย



นอกจากการขยายผลการปลูกฝังหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาและการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการป้องกันการทุจริตแล้ว สำนักงาน ป.ป.ช.มีการเฝ้าระวังการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ และส่งข้อเสนอให้หน่วยงานพิจารณาทบทวนหรือแก้ไขเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทุจริตรวมทั้งจัดทำมาตรการที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เช่นข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต CPI มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับเงินอุดหนุนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาตรการป้องกันการทุจริตเพื่อแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยมิชอบมาตรการป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป้ายโฆษณาบนทางสาธารณะมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ เป็นต้น



ตั้งแต่ปี 2557 ป.ป.ช.ได้ดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)ทั้งในภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนิติบุคคลอื่นๆเนื่องจากความโปร่งใส เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บ่งบอกถึงความปลอดทุจริตของนานาประเทศต้องทำอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainabledevelopment)จากการป้องกันการทุจริตดังกล่าวข้างต้นมีทั้งกลไก เครื่องมือ และองค์ความรู้ต่างๆที่สามารถนำไปพัฒนาและขยายผลต่อได้อย่างกว้างขวาง จึงได้เตรียมการพัฒนา Anti-Corruption Toolbox เพื่อรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือป้องกันการทุจริตรวมทั้งเป็น platform ของทุกภาคส่วนในการป้องกันการทุจริตงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระดับชาติต้องบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ Together Against Corruption ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องมีความเชื่อมโยง และมีผลลัพธ์ผลกระทบต่อสังคม ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานตามแผนแม่บทประเด็นที่ 21 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในแง่ของกฎหมายและบทบาทตามแผนงานในยุทธศาสตร์ชาติคาดว่าจะรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตในโลกที่มีความซับซ้อน ผันผวนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นนี้ ในทางเศรษฐกิจ มีคำกล่าวว่า ยุคนี้ ไม่ใช่ยุคที่ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" แต่เป็นยุคที่ "ปลาที่เร็วกว่า" กิน "ปลาที่ช้ากว่า"ซึ่งตัวแปรของขนาดและความเร็ว ยังหมายรวมไปถึง เป้าที่ชัดเจนและกลยุทธ์ที่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงการลดการทุจริตการป้องกันการทุจริตก็เช่นเดียวกัน จะต้องรู้ว่าโลกแห่งอนาคตเป็นเช่นไรรูปแบบการทุจริตในอนาคตจะเป็นเช่นไรจึงจะสามารถกำหนดกลยุทธ์เพื่อสกัดกระบวนการทุจริตที่จะเกิดขึ้น"



ข่าวล่าสุด