(12 กันยายน 2563)นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน แกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอก กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการเสวนาจัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายบางมาตรา เป็นเครื่องมือจัดการคนที่เห็นต่างทางการเมือง ทำให้คนกลัวไม่กล้าพูดถึงเหตุการณ์ในปี 2553 รวมถึงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การประกาศกฎอัยการศึก การออกคำสั่งมาตรา 44 และมีการแฮกข้อมูลทางโทรศัพท์ ซึ่งชีวิตตัวเอง รวมถึงคนรอบข้าง หลังจากปี 2553 เป็นชีวิตที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถูกบุคคลติดตาม
"ทุกวันนี้เวลานอนต้องนอนในหลายสถานที่ มีคนคอยมาติดตามดูตลอด ทั้งที่ศาล และที่ทำงาน และคิดว่าการดำเนินชีวิตแบบไม่ปกตินี้ จะอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ ซึ่งความไม่ปกตินี้ มีมาตลอดไม่ใช่เฉพาะช่วงที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเราอยู่ในสภาวะการณ์ที่ไม่ปกติในทุกอย่าง อาจโดนทำร้ายหรือโดนจับได้"นายอานนท์ กล่าว
ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องอาศัยคนข้างนอกในการกดดันให้มีการแก้ไขเกิดขึ้นได้จริง ขณะที่การต่อสู้ในทางกฎหมายก็ต้องใช้การต่อสู้แบบที่ไม่ปกติ เช่น กรณีของตนที่ศาลให้ประกันตัว แต่ก็เลือกจะไม่ประกัน รวมถึงการต่อสู้กับอำนาจต่างๆ โดยคิดว่าสู้กับคนบ้า ก็ต้องบ้า ซึ่งเคยคิดถึงขนาดว่า หากศาลไม่ปล่อยตัวก็จะไปแก้ผ้าในเรือนจำ