(4 กันยายน 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่ นายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจาก รมว.คลัง เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า คนที่จะมาเป็น รมว.คลังได้นั้น ต้องมี 2 คุณสมบัติ คือ ฉลาดสุด เป็นคนรู้วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่สถานการณ์ขณะนี้ทำได้ยากอย่างยิ่ง ส่วนอีกคุณสมบัติ เป็นคนโง่ที่สุด ไม่มีความรู้จัดการปัญหา แต่อยากได้ตำแหน่งเอาเกียรติยศ ศักดิ์ศรี เพื่อวงศ์ตระกูลเท่านั้น
ทั้งนี้ การประเดประดังปัญหาต่างๆทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองเข้ามาใส่รัฐบาลในขณะนี้ ไม่ว่ากรณีเรือดำน้ำ คดีเหมืองทองอัครา การหวั่นวิตกโควิดระบาดรอบสอง ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจทรุดลงอย่างหนัก ดังนั้น สภาพการณ์แบบนี้ คาดว่า คงไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ น่าจะมีโอกาสฉีกมากกว่า
"เดือน ก.ย. อันตรายที่สุด ถ้าตัดสินใจจะทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เดือนนี้เหมาะสมที่สุด และยิ่งเป็นเดือนสุดท้าย เกษียณอายุ ยิ่งตัดสินใจง่ายขึ้น ขอให้จับตาหลัง 19 กันยาฯ สถานการณ์จะเดินไปถึงจุดไหน อย่างไร" นายจตุพร กล่าว
ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญนั้น หลายคนวิเคราะห์ถึงความต้องการแก้มาตรา 272 เลิกให้อำนาจ ส.ว. ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่ง ส.ว.เลือกนายกฯ เป็นปมให้เกิดหายนะในขณะนี้ โดยความจริงแล้ว 250 ส.ว.ไม่มีความหมายทางการเมือง เป็นเพียงกลุ่มอำนาจไว้ข่มขู่ แต่เชื่อว่า ถ้า ส.ส. 500 คนในสภาฯ ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล สามารถรวมกันได้ 251 เสียงแล้ว พวก ส.ว. 250 คนย่อมทำอะไรแทบไม่ได้เลย นอกจากสมคบพวกเสียงข้างน้อยเลือกนายกฯเท่านั้น แต่นั่นคือการขาดความชอบธรรมสิ้นเชิง
"ผมเชื่อว่า ภายใต้หลายสถานการณ์ปัญหาบีบรัดนี้ ทำให้ทางออกมีจำกัดและน้อย โดยเฉพาะการเสนอแก้มาตร 256 แล้ว ยิ่งน่าสนใจว่า จะเดินต่อไปถึงการเลือกตั้ง สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แต่ผมยังเชื่อมั่นในอำนาจประชาชน เลือก สสร.ทั้งหมด ไม่มีการสรรหาตามร่างแก้ไขของฝ่ายรัฐบาล เพราะจะเกิดความยุ่งยากขึ้นอีก ดังนั้น ถ้าไปกันไม่ไหวจริงๆ ควรยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ จะได้เป็นทางเดินสง่างาม" นายจตุพร กล่าว
สำหรับการยึดอำนาจนั้น เชื่อว่าแม้มีการยุบสภาฯแล้ว การยึดอำนาจของประเทศไทยสามารถทำได้ง่ายวันละสามเวลา แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปในการสื่อสาร สิ่งสำคัญควรมีทางออกให้ประเทศบ้าง และควรให้คนแต่ละรุ่นได้มีทางเลือกกันบ้าง เมื่อยิ่งคนหนุ่มสาวเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง แต่กลับเอาไปยัดใส่ในองค์ประกอบ สสร. 10 คน เท่ากับไปสร้างความไม่ชอบธรรมให้ แทนที่จะได้เลือกอย่างเท่าเทียม ดังนั้น สสร. 200 คนต้องมาจากประชาชนเลือกตั้งทั้งหมดจึงจะยุติธรรม
นอกจากนี้ หากฝ่ายรัฐบาลเห็นว่า สถานการณ์ยากลำบากไปทุกขณะ ประกอบกับปรากฎการณ์ขุนคลังอยู่ได้ไม่กี่วันเก้าอี้ร้อนต้องออกไป แม้ไม่มีใครคาดถึง แต่บอกเกิดจากปัญหาสุขภาพคงไม่มีคนเชื่อแน่ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องสะท้อนถึงสถานการณ์อยู่ระยะเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สุด