การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทำลายเป้าหมายรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเดิมที่ตั้งไว้ที่ 3.18 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของ GDP ประเทศ
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุ ยังเชื่อมั่นว่า ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะยังคงมีศักยภาพในการสร้างรายได้รวมได้ถึง 1.23 ล้านล้านบาท เชื่อว่ารัฐบาลจะเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ ภายใน 2-3 เดือน หรือประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้
โดยในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมาได้เสนอให้นายกฯ อนุมัติและขอใช้ภูเก็ตมาเป็น โมเดลนำร่อง เป็นพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวและจำกัดพื้นที่ 14 วัน นายกฯ จึงสั่งการให้นำเรื่องนี้ไปศึกษาการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวไทยแบบจำกัดพื้นที่ โดยให้ดำเนินการพร้อมๆ กันใน 6 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก ตะวันตก ภาคใต้ และภาคกลาง
สำหรับประเทศกลุ่มเป้าหมายที่จะเดินทางเข้ามาไทย จะต้องเป็นประเทศ หรือ เมืองที่ไม่มีการระบาดของโควิด-19 มีมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เท่ากับไทย หรือมากกว่าไทย เบื้องต้นอาจเป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อสำรวจความพร้อม ของชุมชน คนในพื้นที่ในการรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศว่ามีความพร้อมหรือไม่ หากไม่พร้อมรัฐบาลจะไม่ดำเนินการต่อ
ด้านศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมการค้าธุรกิจที่พักบูติกไทย ระบุ อยากให้รัฐบาลทบทวนการร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยของผู้ประกอบการโรงแรม ที่รัฐบาลจำกัดให้เพียงผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาต ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่เพียง 10% ของที่พักทั้งหมด ทำให้โรงแรมหรือที่พักขนาดเล็กที่อยู่พื้นที่ชุมชน จะไม่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ อยากให้ผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศได้เข้าร่วมโครงการอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ให้สิทธิ์เฉพาะโรงแรมจดทะเบียนถูกต้องเท่านั้น
ปัญหาเรื่องการขออนุญาตโรงแรมให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นปัญหาเก่าของวงการท่องเที่ยว จึงอยากให้รัฐบาลอนุโลมให้ ผู้ประกอบการที่แจงความจำนงค์กลุ่มนี้ ได้เข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อความเท่าเทียมในการกระจายรายได้
ทีมข่าวเศรษฐกิจ เนชั่นทีวี รายงาน