นายอนุดิษฐ์ กล่าวว่า ดังนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดจึงเห็นพ้องต้องกันมาตั้งแต่นั้น หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ได้แสดงจุดยืนในประเด็นดังกล่าวมาเป็นระยะ และในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผู้แทนพรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวคิดเรื่อง ส.ส.ร. และเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 ให้คณะกรรมาธิการพิจารณา จนมีการแถลงข่าวของประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ ในวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563 ว่า จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร. ขึ้น และทางพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ประชุมกันในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่ห้องผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีประเด็นว่า ควรตัดข้อห้ามแก้ไขหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 ออกไปหรือไม่ และควรเสนอขอแก้ไขเรื่องที่มาของวุฒิสภา และอำนาจของวุฒิสภา ตลอดจนมาตรา 279 ที่ให้ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของ คสช. มีผลใช้บังคับต่อไปโดยให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วยหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันทั้งหมดว่า ในเบื้องต้นควรเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ตามร่างเดิมเพียงประเด็นเดียวก่อน และนัดวันยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ช่วงเช้า โดยขอให้ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมลงชื่อเสนอญัตติ
นายอนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ซึ่งต่อมาก่อนยื่นญัตติ ส.ส.ของพรรคก้าวไกล จำนวน 21 คน ขอถอนชื่อออก โดยให้เหตุผลว่าร่างแก้ไขมาตรา 256 ดังกล่าวมีการสงวนไม่แก้ในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 ไว้ ทั้งที่ผู้เข้าร่วมประชุมของพรรคก้าวไกลในวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายรังสิมันต์ โรม และ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการฯ ของพรรคก้าวไกล ได้เห็นชอบในร่างดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 และเปลี่ยนใจในวันที่ 17 สิงหาคม 2563 พรรคเพื่อไทยจึงขอชี้แจงว่า การดำเนินการของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยการให้มี ส.ส.ร. นั้น เป็นไปโดยสุจริต มุ่งหวังผลสำเร็จที่เป็นจริง จากความร่วมมือกันของทุกฝ่ายให้เป็นโรดแมปของประเทศ เพื่อมีกติกาใหม่ที่ทุกอย่างต้องจบที่กติกานี้ ซึ่งเป็นกติกาของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่มีการสืบทอดอำนาจ หรือให้เผด็จการอำนาจนิยมและรัฐราชการครอบงำประชาชนและสังคมอีกต่อไป พรรคจึงเริ่มจากการขอความเห็นชอบจากพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค จนปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นด้วย นักเรียน นักศึกษา ประชาชนก็เห็นด้วย และเรียกร้องให้มี ส.ส.ร. จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่ยังมีอุปสรรคอีกมาก จึงต้องแสวงจุดร่วม และสงวนจุดต่างให้มากที่สุด ใช้ความจริงใจ สุจริตใจ และความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันเป็นสำคัญ ขจัดความหวาดระแวง
ทั้งนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาของวุฒิสภา และ มาตรา 279 นั้น สามารถปรึกษาหารือ และสร้างความเห็นพ้องร่วมกันต่อไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่การสนองความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง
ด้านนายสุทิน ชี้แจงกรณีที่มีข่าวระบุว่า พรรคเพื่อไทยไม่ร่วมลงชื่อในญัตติของพรรคก้าวไกลเพราะไม่อยากร่วมปิดสวิตซ์ ส.ว. ว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การคงไว้ ซึ่งอำนาจของ ส.ว. ไม่เป็นประชาธิปไตย และถ้าคงไว้ก็จะมีผลกระทบ พร้อมย้ำว่า พรรคเห็นด้วยกับหลักการ แต่เห็นต่างในรายละเอียดคือการแก้ไขอำนาจของ ส.ว. จะให้ใครเป็นผู้แก้ และจะแก้เมื่อไหร่ ซึ่งพรรคเห็นว่า ควรให้ ส.ส.ร. แก้ เพราะ ส.ส.ร. เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และการที่พรรคไม่ยื่นญัตติแก้ไข ส.ว. ในขณะนี้นั้น ประเมินแล้วว่า ส.ว. จะร่วมโหวตให้ผ่านนั้นเป็นไปได้ยาก จึงเลือกที่จะยื่นญัตติแก้ไขในมาตรา 256 ก่อน
ด้านนายโภคิน กล่าวว่า ในการประชุม ส.ส.ของพรรคที่ผ่านมา ยังไม่อยากไปร่วมลงชื่อในประเด็นอื่น นอกจากการตั้ง ส.ส.ร. เพราะอยากให้เรื่อง ส.ส.ร. เดินหน้าไปได้ก่อน จากนั้นจะแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆ ซึ่งจะหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้งถึงความเหมาะสม เพราะถ้าเดินหน้าแก้ไขไปพร้อมกัน กังวลว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. จะไม่สบายใจ และหวาดระแวง ว่าฝ่ายค้านต้องการอะไรกันแน่
ทั้งนี้นายสมพงษ์ ยอมรับว่า หลังจากนี้ คงต้องมีการพูดคุยเพื่อปรึกษาหารือกับ ส.ส.พรรคก้าวไกลต่อไป