เนชั่นทีวี

ข่าว

"วิชา"เผยรอตร.ออกหมายจับใหม่ก่อนส่งอินเตอร์โพลรวบตัว"บอส"

26 ส.ค. 2563 | chairat_pat

"วิชา"เผยรอตร.ออกหมายจับใหม่ก่อนส่งอินเตอร์โพลรวบตัว"บอส"

"วิชา มหาคุณ" ยอมรับ 30 วันรื้อคดี "บอส อยู่วิทยา" น้อยเกินไป แต่ภาพรวมถือเป็นประโยชน์มาก เปรยสุดแท้แต่นายกรัฐมนตรี จะยืดเวลาออกไปอีกเดือนหรือไม่ เตรียมส่งงานสรุป "ประยุทธ์" 31 ส.ค.นี้ เชื่อถอนหมายแดงสามารถชงอินเตอร์โพลใหม่ได้ หลังมีการออกหมายจับอีกรอบ

(27 สิงหาคม 2563) นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ภายหลังการติดตามความคืบหน้า กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ว่า ที่ประชุมได้หารือกันเพื่อทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 3 โดยจะทำโครงสร้างและรวบรวมเพื่อนำไปสู่การทำรายงานฉบับใหญ่ เพราะครบกำหนด 30 วัน โดยจะดำเนินการยื่นในวันที่ 31 ส.ค.นี้

ทั้งนี้ บางประเด็นอาจจะยังไม่สมบูรณ์ เพราะเวลา 30 วันที่ทำหน้าที่ ถือว่าน้อยมาก และถึงที่สุด ถือว่าได้ข้อมูลเป็นประโยชน์ในการเสนอนายกฯ ในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ ทั้งการทำสำนวนคดีตั้งแต่แรกว่ามีข้อบกพร่องอะไร และขั้นตอนของอัยการก็ใช้เวลานาน เนื่องจากมีการร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้ง สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ได้ขอความเห็นจากอดีตอัยการสูงสุด ถึง 4 คน เพื่อให้ช่วยดูว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ ขาดตกบกพร่องหรือไม่ และควรจะปรับปรุงอะไร ทั้งหมดถือเป็นประโยชน์มาก เพื่อนำไปสู่การประกอบความเห็น เพื่อให้แน่ใจว่าจุดบอด จุดบกพร่อง ของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน

ทั้งนี้ ยังเหลือเวลาอีก 5 วัน ที่จะต้องสรุปภาพรวมทั้งหมด เพื่อดูว่ามีประเด็นใดบ้างต้องแก้ไข แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด ถึงการปฏิรูปกฎหมาย เพราะทราบว่า นายกฯ จะต่อเวลาให้อีก 30 วัน แต่อยู่ที่นายกฯจะตัดสินใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากมีร่างกฎหมายรอผ่านการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร อยู่ คือ ร่าง พ.ร.บ.สอบสวนคดีอาญา และเมื่อจัดทำข้อสรุปไปแล้ว อยู่ที่นายกฯ จะเปิดเผยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำข้อสรุปคดีนี้ นายกฯเห็นด้วยกับรายงานที่บอกว่า การเป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำสูงสุดขององค์กร ต้องรับผิดชอบ จะไปสั่งการแล้วบอกว่า ไม่ติดตามไม่ดูแลไม่ได้ แต่จะต้องลงลึกถึงตรงนั้น ส่วนจะรับผิดชอบแค่ไหน ต้องไปดูรายละเอียด เพราะพูดกันมากว่า ถึงไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดระเบียบ ก็อาจจะผิดจริยธรรม ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็บอกว่าหากผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็จะถูกดำเนินการเหมือนกัน

ส่วนกรณีบุคคลที่เข้าข่ายจริยธรรมมีกี่คนนั้น ยังแตกรายละเอียดอย่างนั้นไม่ได้ แต่รู้อยู่แก่ใจว่ามีใครบ้าง ที่ควรจะต้องรับผิดชอบ แต่ไม่ได้บอกว่าผิด แต่จะบอกว่า การกระทำมันส่อ หรือมันแสดงเห็นพฤติกรรมได้ว่า มันเป็นเช่นนั้น สมควรที่จะดำเนินการให้หน่วยงานใดที่จะตรวจสอบต่อไป เพราะจะต้องไปตรวจสอบในเชิงลึกทั้งนี้ ในรายงานที่จะส่งถึงนายกฯ จะมีการระบุชื่อบุคคลชัดเจน รวมถึงคนที่เกี่ยวข้อง

นายวิชา กล่าวด้วยว่า หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบตำรวจ เชิญ พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ ผบก.กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาชี้แจงเรื่องการถอนหมายแดง จากตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ว่า ทางด้านต่างประเทศแสดงให้เห็นเลยว่า พอแจ้งมาว่าให้ถอนหมายจับ พล.ต.ต.วรวัฒน์ ก็ได้ติดต่อ เพื่อขอให้ถอนหมายแดงจากอินเตอร์โพล จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ไม่มีหมายแดงแล้ว มีแต่หมายจับของไทย แต่ไม่ได้ดำเนินการในด้านต่างประเทศ ซึ่งตนเชื่อว่า ต่อไปทางตำรวจที่จะดำเนินการออกหมายจับใหม่ คงจะประสานทางอินเตอร์โพล ในการขอออกหมายแดงอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า สรุปแล้วใครสั่งให้ถอนหมายแดง นายวิชา กล่าวว่า อ้างว่าเป็นไปตามวิธีปฏิบัติ เมื่อได้รับแจ้งมาว่าอัยการสั่งไม่ฟ้อง แล้วก็ขอถอนหมายจับ ขณะนั้นยังไม่ได้มีการยืนยัน โดยอธิบดีอัยการศาลอาญากรุงเทพใต้ เกี่ยวกับเรื่องหมายจับ แต่กระบวนการออกหมายจับครั้งใหม่ของนายวรยุทธ เป็นผลพวงมาจากคณะกรรมการฯชุดนี้ส่วนหนึ่ง ที่ได้แจ้งกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่ามีข้อบกพร่องตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่า การเชิญ พ.ต.อ.รณชัย รอดลอย ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ มาชี้แจงเรื่องการเสียของนายจารุชาติ มาดทอง พยานคนสำคัญในคดีนี้ นายวิชา กล่าวว่า ทราบว่ามีการแยกคดีออกเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีอุบัติเหตุ ที่ไม่พบสิ่งผิดปกติ 2.กรณีพบสิ่งผิดปกติ จากพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเพื่อน หรือคนรอบข้างนายจารุชาติ ที่มาจากเรื่องของโทรศัพท์มือถือ ที่ได้ความว่าถูกทำลาย ซึ่งยังเป็นข้อสงสัยอยู่ว่า ถูกทำลายได้อย่างไร และอยู่ระหว่างการสอบรายละเอียด รวมถึงสอบเส้นทางการเงินด้วย

ส่วนความคืบหน้าในการประสานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินบุคคลที่เกี่ยวข้อง นายวิชา กล่าวว่า ได้ประสานไปเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ปปง. เพราะ ป.ป.ช.จะเป็นองค์กรหลักในการดำเนินการ ที่จะต้องแจ้งให้ ปปง.รับทราบ เนื่องจากว่าจะมีผู้ร้องเรียนในเรื่องการทุจริตด้วย และจะประสานไปที่ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อไป

ข่าวล่าสุด