(26 สิงหาคม 2563) นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "เรือดำน้ำ กับ เครื่องบินรบ" เห็นข่าวเรือดำน้ำ และเหตุผลว่าหากยกเลิกจะทำให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกา กับ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และอดีตนายกฯ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อพบกับวิลเลียม โคเฮน โดย วิลเลียม โคเฮน คนนี้ คือ รัฐมนตรีกลาโหม สมัย "ประธานาธิบดีคลินตัน" ซึ่งได้เชิญนายชวนเดินทางเยือน อย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนธ.ค. 2541 ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลก่อนของเรา มีสัญญาข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินรบ F18 จำนวน 12 ลำ แต่ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง นายชวน ในฐานะนายกฯขณะนั้น เห็นว่าหากดำเนินการตามสัญญา จะเป็นภาระทางการคลังของประเทศอย่างมาก จึงถือโอกาสในการเดินทางเยือนนี้ ขอยกเลิกสัญญาเครื่องบินรบ เพื่อจะได้มีเงินมาฟื้นฟูประเทศจากวิกฤติ ท่ามกลางความตกใจของรัฐมนตรีสหรัฐฯ แต่สุดท้ายประธานาธิบดีคลินตัน ก็ยินยอม ระบุว่า "ไทยเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้ เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยให้ความช่วยเหลือการยกเลิกสัญญาในลักษณะนี้กับประเทศใดมาก่อน จึงขอให้เป็นประเทศแรกและประเทศสุดท้าย" นายอิสระ กล่าวว่า ในวันสุดท้ายก่อนกลับ เมื่อได้พบกับปธน.คลินตันอีกครั้ง ท่านชวนฯ ได้กล่าวขอบคุณ พร้อมทั้งกล่าวว่า "อย่าหาว่าได้คืบจะเอาศอก แต่เมื่อท่านกรุณาให้เรายกเลิกสัญญาแล้ว หากจะกรุณาคืนเงินมัดจำ 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาให้ก็คงจะเป็นพระคุณอย่างสูง" ประธานาธิบดีคลินตัน ยินยอมในข้อเรียกร้องนี้ ด้วยความประหลาดใจจากทุกฝ่าย ถ้าคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตอนนั้น ก็เป็นเงินไทยประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ใกล้เคียงกับยอดเงินที่ต้องจ่ายค่าเรือดำน้ำงวดแรก ที่กำลังเป็นประเด็นพอดี การยกเลิกในครั้งนั้นกระทบความสัมพันธ์หรือไม่ ผมไม่กล้าฟันธง แต่ที่แน่ๆนอกจากการเจรจาขอเงินค่ามัดจำเครื่องบินรบคืนแล้ว ท่านชวนยังได้ขอให้ความช่วยเหลือนักศึกษาไทยในสหรัฐฯ โดยการลดค่าเล่าเรียนสำหรับ State University หรือมหาวิทยาลัยรัฐ ให้อยู่ในอัตราเดียวกันกับคนอเมริกัน เพื่อแบ่งเบาภาระนักเรียนไทยจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย คำถามท้ายบท ความสัมพันธ์กับความอยู่รอด อะไรมาก่อนครับ?