นางจิตตานันท์ กล่าวอีกว่า หลังจากตนกลับมาบ้าน ในปี 2553 ได้ไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย สาขาสามพราน จ.นครปฐม แต่ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า ตนยังติดค้างชำระ กยศ.อยู่จำนวนหนึ่ง ประมาณ 24,000 บาท หากไม่ปิดบัญชีเงินกู้ดังกล่าวก่อน จะไม่สามารถเปิดบัญชีหรือสมุดเงินฝากเล่มใหม่ได้ ดังนั้น ตนจึงได้ชำระเงินกู้ กยศ.ตามจำนวนที่เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งมา ซึ่งถือว่าเป็นการปิดบัญชีเงินกู้ กยศ.และสามารถเปิดบัญชีเล่มใหม่ได้ ซึ่งเป็นคำบอกของเจ้าหน้าที่ธนาคารดังกล่าว
นางจิตตานันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหรือตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตนหรือทางบ้านไม่เคยได้รับหนังสือทวงหนี้จาก กยศ.อีกเลย แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีหนังสือทวงหนี้ กยศ.มาถึงตน โดยเป็นหนังสือแจ้งการชำระหนี้เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.ด้วยวิธีการหักเงินเดือน ระบุหนี้คงเหลือ 34,500.09 บาท เงินค้างชำระ 20,030.43 บาท ดอกเบี้ย 1,929.27 บาท และเบี้ยปรับ 12,540.39 บาท จึงทำให้ตนรู้สึกช็อค สงสัยและแปลกใจมาก ว่ามีหนังสือทวงหนี้ กยศ.มาถึงตนได้อย่างไร ในเมื่อได้ปิดบัญชีแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน
"เมื่อได้รับหนังสือทวงหนี้ดังกล่าว ตนได้โทรประสานตามหมายเลขที่ระบุมาในท้ายหนังสือทวงหนี้ กยศ. และทางธนาคารกรุงไทย สาขาสามพราน ซึ่งได้รับคำตอบเหมือนกันว่าตนยังติดค้างชำระอยู่ 34,500.09 บาท และให้นำใบเสร็จตอนไปชำระปิดบัญชีมายืนยัน ซึ่งตรงนี้ตนไม่สามารถค้นหาใบเสร็จดังกล่าวมายืนยันได้ เนื่องจากเวลาผ่านมานานตั้ง 10 ปี ทั้งนี้ ตนได้ขอร้องให้ทาง กยศ.และธนาคารกรุงไทย ตรวจเช็คสเตทเมนท์ ก็ไม่พบหลักฐานว่าตนได้ชำระปิดบัญชีเงินกู้ประมาณ 24,000 บาทเมื่อ 10 ปีก่อนเลย จึงรู้สึกตกใจมากว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร" นางจิตตานันท์กล่าว