เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดห้องกมธ.'สุพล-ยุทธพงศ์' โต้เดือดปมเรือดำน้ำ

24 ส.ค. 2563 | chairat_pat

เปิดห้องกมธ.'สุพล-ยุทธพงศ์' โต้เดือดปมเรือดำน้ำ

เปิดคำต่อคำบรรยากาศวิวาทะ "สุพล ฟองงาม-ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ปมอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯซีกรัฐบาลอนุมัติผ่านงบจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ ขณะที่ "สุพล" ถาม "ยุทธพงศ์" ใครคือนายพล ป. โทรล็อบบี้ตามที่ให้สัมภาษณ์สื่อ ก่อนได้รับแต่เสียงหัวเราะ พร้อมย้ำ อย่าให้บอก

(25 สิงหาคม 2563) ผู้สื่อข่าวรายงานจากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียนในกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564ที่มีนายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน

โดยนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุมด้วยซึ่งทันทีที่การประชุมเริ่มขึ้นปรากฎว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยนายสุพล ได้กล่าวต่อประชุมว่า เมื่อสักครู่ ตนได้ฟังนายยุทธพงศ์ให้สัมภาษณ์แล้ว ยืนยันว่าไม่มีมติใดๆ เป็นความเห็นของที่ประชุม ที่มีความเห็นให้แขวนเพื่อให้กลับมาชี้แจงใหม่ แล้วนำเอกสารที่ที่ประชุมขอมาประกอบความคิดเห็น

ต่อมา นายยุทธพงศ์ ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรก ทางกองทัพเรือได้เข้ามาชี้แจง โดยมีโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท และในที่ประชุมไม่มีอนุ กมธ. คนใด เห็นด้วยกับกองทัพเรือในการจัดซื้อเรือดำน้ำ และทุกคนขอให้เลื่อนออกไปก่อน เพราะในภาวะเศรษฐกิจประเทศกำลังขาดแคลนงบประมาณ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเร่งรีบ เพราะเรือลำแรกที่จัดซื้อไปแล้วปี 2567 ถึงจะได้เรือดำน้ำเข้าประจำการ

ทั้งนี้ แต่กองทัพเรือ ยืนยันที่จะต้องซื้อให้ได้ เพราะเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ที่มีข้อตกลงร่วมกัน ถ้าไม่ซื้อ ก็จะเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจจะมีการฟ้องร้องได้ เพราะมีสัญญาร่วมกันอยู่ ที่ประชุมจึงมีมติให้นำรายละเอียดกลับมาใหม่ จึงเป็นที่มาของการแขวนเรื่องนี้ไว้ในการประชุมครั้งแรก และเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ทางกองทัพเรือนำสัญญาให้อนุ กมธ. ดู ปรากฏว่า ไม่มีข้อผูกพันใดๆว่า ถ้าซื้อลำแรกแล้ว จะต้องซื้อลำที่ 2-3 ดังนั้น ลำที่ 2 ลำที่ 3 จึงเป็นเรื่องใหม่

จากนั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยนายสุพล ระบุว่า วันที่ 17 ส.ค. ความจริงที่ประชุมไม่ได้มีมติ เป็นเพียงความเห็นของที่ประชุม ตนจะให้ฝ่ายเลขานุการฯยืนยัน โดยจะนำบันทึกการประชุมมาดูว่า ไม่ได้มีมติใดๆ อยากถามว่า ในความเห็นของนายยุทธพงศ์ มติคืออะไร

ทำให้นายยุทธพงศ์ สวนกลับทันทีว่า "เรื่องบางเรื่องผมยอมได้ แต่เรื่องนี้มันคือศักดิ์ศรี ท่านก็เคยเป็นถึงรัฐมนตรี ผมก็เคยเป็นเหมือนกัน ดังนั้น ขอให้นำชวเลข และบันทึกเทปการประชุมทั้งหมด มาเปิดเผย"

ขณะที่นายสุพล แทรกทันทีว่า มติคืออะไร เพราะไม่ได้มีการลงคะแนน นายยุทธ์พงศ์ โต้กลับว่า ถ้าไม่มีคนค้าน ก็ไม่มีการลงคะแนน ก็ถือเป็นมติ ไม่เช่นนั้นจะไปแขวนเรื่องนี้ได้อย่างไร ขอท้าในฐานะเป็นอนุ กมธ. ขอบันทึกการประชุมเป็นทางการ แล้วเอามาแฉเลยว่า วันที่ 17 ส.ค. อนุ กมธ. คนใดพูดอะไรไว้บ้าง

"เอามาเปิดเป็นรายคนไปเลยว่ามีอะไรทำให้คนเราเปลี่ยน ใครรักชาติ รักประชาชน หรือใครรักเรือดำน้ำจีน ผมพร้อมสู้ ผมยอมตาย เรื่องเรื่องดำน้ำจีนผมยอมไม่ได้ ประชาชนอดอยากแค่ไหน และผมไม่มีวันก้มหัวให้เผด็จการ" นายยุทธพงศ์ กล่าว

ต่อมา นายสุพล ได้ถามนายยุทธพงศ์ ถึงการเปิดชื่อนายพล.ป. ที่โทรศัพท์มาสั่งขณะลงมติว่า เอาที่ไหนมาพูด แต่นายยุทธพงศ์ เลี่ยงที่จะตอบคำถาม นายพล.ป โดยย้ำให้นายสุพล นำบันทึกการประชุมออกมาเปิดเผย ซึ่งนายสุพล บอกว่า ไม่มีปัญหา พร้อมกับถามย้ำว่า เรื่องนายพล.ป.เอาที่ไหนมาพูด แต่นายยุทธพงศ์ สวนว่า นายสุพลต้องฟังให้จบ จะนำไปสู่การล็อบบี้หรือไม่ล็อบบี้

โดยนายสุพล จึงชี้แจงว่า อนุ กมธ. มีความเป็นห่วงว่า เรื่องนี้นำไปสู่การเมือง ไปปั่นกระแสการเมือง ทุกคนให้ความเห็นว่า กองทัพเรือ เลื่อนได้หรือไม่ ซึ่งกองทัพเรือมีเหตุผลที่เลื่อนไม่ได้ เพราะเป็นงบผูกพันมาตั้งแต่ปี 2563 แต่เมื่อฟังรอบที่ 2 ก็มีเหตุผล จึงเป็นสิทธิอนุ กมธ. จะตัดสินใจ นายยุทธพงศ์ไม่มีสิทธิที่จะบอกว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค. เห็นอย่างหนึ่ง แล้วอีกวันเห็นอีกอย่างหนึ่ง

"นายยุทธพงศ์ไม่ควรก้าวล่วง ว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับนายยุทธพงศ์ คือคนไม่รักชาติ แต่ทุกคนมีเหตุผล เพราะเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว จะมีกองทัพไว้ทำไม บ้านก็ต้องมีกำแพง กองทัพก็ต้องการขีดความสามารถ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า อำนาจในการตัดสินอยู่ กมธ.งบประมาณฯ คณะใหญ่ แต่ตนติดใจนายพลป. ว่า คือใครที่ นายยุทธพงศ์บอกว่า โทรมาหาตนก่อนที่จะตัดสินใจ" นายสุพล กล่าว

ด้านนายยุทธ์พงศ์ สวนว่า เมื่อลงมติเสมอกัน 4 ต่อ 4 ตนได้ขอร้อง 2 ครั้งว่า ไม่ให้ลงมติ เพราะต้องเป็นกลาง ให้ส่งไปให้กมธ.งบประมาณฯ คณะใหญ่เลย ซึ่งตนรู้ว่าประธานก็อึดอัดใจในการลงมติ ทำให้นายสุพล ยอมรับว่า ตนอึดอัดจริง แต่เมื่อคะแนนเสมอกัน 4 ต่อ 4 ก็ได้ถามว่า ข้อบังคับฯเขียนอย่างไร ซึ่งฝ่ายเลขาฯระบุว่า ประธานต้องชี้ขาด ตนจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ตามข้อบังคับ

"ผมยอมรับว่าอยู่สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เป็นฝ่ายรัฐบาล และจากการฟังคำขี้แจงของกองทัพเรือก็ฟังขึ้น จึงเป็นสิทธิของพวกผมที่จะลงมติ และเป็นเพียงแค่ชั้นอนุ กมธ. คนตัดสิน คือ กมธ.งบประมาณฯ คณะใหญ่ทบทวน แล้วในวาระ 2 และ 3 ในที่ประชุมสภาฯ ก็ยังมีสิทธิตัดได้ ที่สำคัญอยู่ที่รัฐบาลด้วย ถ้ารัฐบาลเห็นว่า สถานการณ์ไม่เหมาะสมเรื่องนี้ จะไปเติมไฟเต็มบ้านเต็มเมืองสร้างความวุ่นวายอาจจะถอยก็ได้ ผมไมได้ห่วงอนาคตตัวเอง ผมห่วงอนาคตบ้านเมือง เราจะอยู่กันแบบไร้เหตุ ไร้ผล ไม่ฟังอะไรเลยหรือ กองทัพเรือเขามีเหตุผล ไม่ใช่ไปปั่นกระแสทุกเรื่อง เป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด แล้วเราจะอยู่กันอย่างนี้หรือ" นายสุพล กล่าว

จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำนายยุทธพงศ์ว่า คนที่บอกว่า นายพล.ป.โทรศัพท์มาล็อบบี้เป็นใคร นายยุทธ์พงศ์ ได้แต่หัวเราะ โดบระบุว่า "อย่าให้บอกเลย" ก่อนที่นายสุพล จะตัดบทให้จบทันที เพราะไม่อยากให้แตกแยกไปมากกว่านี้ จนทำด้วยกันไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องทำงานด้วยกันต่อไป ก่อนเชิญสื่อมวลชนออกจากห้องประชุม

ข่าวล่าสุด