นายวิลัย กล่าวว่า ตนยังทำใจไม่ได้ ไม่มีกะจิตกะใจทำงาน เคยถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตาย ตนไปทวงถามติดตามถึงอู่กว่า 10 ครั้ง แต่ละครั้งต้องเสียเงินค่าจ้างรถกว่า 1 พันบาท แต่นายวิรัตน์ ก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด อ้างว่า กำลังประกอบ เมื่อไปถามครั้งใหม่ ก็พบว่า ไม่ใช่คันเดิมจึงจับ ผิดได้ว่า พูดโกหก เคยอ้างด้วยว่า เอารถอีแต๋นขึ้นรถบรรทุกเดินทางไปส่งแล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุ รถอีแต๋นเสียหาย ตนขอดูรถ นายวิรัตน์ก็บ่ายเบี่ยง ไม่ยอมพาไปดู ช่วงที่ตนจำเป็นต้องใช้รถบรรทุกมันสำปะหลัง ตนเจรจานายวิรัตน์หารถสำรองมาให้ตนใช้ 3 เดือน มาทราบภายหลังว่า นายวิรัตน์แอบนำรถอีแต๋นของลูกค้าคนอื่นมาให้ จนเจ้าของมาติดตามรถถึงบ้านช่วงต้นปีที่ผ่านมา ลูกสาวพาพ่อและแม่ไปทวงรถ ทวงเงินที่อู่อีกครั้ง พบทั้งนายวิรัตน์และนางราตรี ทับอาษา ภรรยา อ้างว่า จะหาทางกู้เงินมาคืนให้ บางช่วงมีการถกเถียงกันอย่างรุนแรง เจ้าของอู่พูดท้าทายด้วยว่า ต่อให้ไปฟ้องนักข่าว และตำรวจก็ไม่กลัว
นายวิลัย กล่าวด้วยว่า ตนต้องการแจ้งความดำเนินคดีเจ้าของอู่ แต่ตำรวจบอกว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง ให้ไปตกลงกันเอง จึงทำได้เพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก 3 กรกฎาคม 2562 นายวิรัตน์และนางราตรี ตกลงว่า จะนำรถส่งมอบในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 หากผิดสัญญา จะยินยอมคืนเงินมัดจำ 1 แสน 3 หมื่นบาท ครั้งที่ 2 ลงบันทึกประจำวัน 28 เมษายน 2563 เจ้าของอู่ทั้ง 2 คน บอกว่า จะส่งมอบรถภายในเดือนกรกฎาคม 2563 แต่ก็ไม่ สามารถทำตามข้อตกลงได้เป็นครั้งที่ 2