เนชั่นทีวี

ข่าว

เรือดำน้ำ 2 ลำ "2.25 หมื่นล้าน" ต้องซื้อต่อหรือรอได้?

24 ส.ค. 2563 | pakorn_pue

เรือดำน้ำ 2 ลำ "2.25 หมื่นล้าน" ต้องซื้อต่อหรือรอได้?

กลายเป็นอีกหนึ่งมรสุมทางการเมืองที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลและกองทัพแรงเสียยิ่งกว่าพายุฮีโกส สำหรับ "การจัดซื้อเรือดำน้ำ ลำที่ 2-3" ซึ่งเสมือนเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ต้องมาขอผูกพันงบประมาณในปีนี้พอดี

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน แพ้โหวตในคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะต้องเข้าคณะกรรมาธิการงบฯชุดใหญ่ และยังต้องเข้าสภากันอีกรอบในวาระ 2-3
แต่ประเด็นตอนนี้ไปไกลแล้ว และกลายเป็นดราม่าการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ โดย "เนชั่นทีวี" สรุปข้อกล่าวหาของ ส.ส.ฝ่ายค้าน นำทีมโดย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ได้แบบนี้
1. เรือดำน้ำที่จะขอผูกพันงบประมาณ มี 2 ลำ ราคา 22,500 ล้านบาท ถือว่าแพงเกินไป
2. การจัดซื้อเรือดำน้ำไม่มีความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่จากสถานการณ์โควิด-19
3. นายยุทธพงศ์ อ้างเอกสารลับว่า สัญญาจัดซื้อแบบ "รัฐต่อรัฐ" หรือ "จีทูจี" ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนายทหารระดับสูงของกองทัพเรือที่ไปลงนาม ไม่ได้รับการมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรี และสัญญาจัดซื้อไม่ผ่านสภา
4. สัญญาที่เซ็นกันจริง เป็นการเซ็นกับบริษัทเอกชนของจีน ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ เพราะไม่ใช่ "จีทูจี"


ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ถือว่าร้ายแรง แต่ก่อนจะตัดสินว่าจริงหรือไม่จริง ต้องรอฟังคำชี้แจงของกองทัพเรือช่วงบ่ายนี้ด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีข้อมูลว่า กองทัพเรือจะเคลียร์ให้ชัดๆ ใน 4 ประเด็น คือ
1. เรือดำน้ำอีก 2 ลำ เป็นการจัดซื้อลำที่ 2 และ 3 ในราคาต่ำกว่าปกติ คือ 22,500 ล้านบาท มูลค่ารวมทั้งโครงการ 3 ลำ 36,000 ล้านบาท ราคานี้จริงๆ แล้วซื้อได้แค่ 2 ลำ แต่ได้เรือดำน้ำจริง 3 ลำ (เป็นโปรโมทชั่นจากจีน ซื้อ 2 แถม 1)
2. การจัดซื้อเรือดำน้ำ มีความจำเป็นทางความมั่นคง และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
3. งบประมาณที่ใช้เป็นงบปกติของกองทัพเรือ ไม่ได้ของบเพิ่มจากรัฐบาลหรือใช้งบกลาง โดยกองทัพเรือชะลอโครงการจัดซื้อเรือผิวน้ำอื่นๆ เพื่อนำงบมาใช้สำหรับเรือดำน้ำ และการจ่ายจะจ่ายเป็นงวด ไม่ได้จ่ายปีนี้ก้อนเดียว 22,500 ล้านบาท
และ 4. สัญญาจัดซื้อเป็นแบบ "รัฐต่อรัฐ" ชอบด้วยกฎหมาย มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

สำหรับข้อมูลอื่นๆ ที่มาจากฝ่ายการเมืองที่สนับสนุนให้จัดซื้อเรือดำน้ำ จากการโหวตในคณะอนุกรรมาธิการฯ ก็คือ เรือดำน้ำ 2 ลำนี้ต้องซื้อเป็นแพ็คคู่ และราคาจะถูกกว่า ตกลำละ 11,250 ล้านบาทเท่านั้น โดยกองทัพเรือมีข้อตกลงกับจีนว่าต้องทำสัญญาและจ่ายงวดแรกในปีงบประมาณ 2563 แต่ติดสถานการณ์โควิด จึงขอเลื่อนมาเป็นปีงบประมาณ 2564 และเลื่อนไม่ได้อีกแล้ว

ส่วนในประเด็นความจำเป็นทางความมั่นคงที่ประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ มีข้อมูล "การพัฒนากำลังรบของขาติอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้า" ระบุว่า หลายๆประเทศเพื่อนบ้านไทย ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และเมียนมา มีและกำลังจะมีเรือดำน้ำเข้าประจำการทุกประเทศ / ขณะที่อินโดนีเซีย มีเรือดำน้ำเข้าประจำการอยู่ก่อนแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ลำ


โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 (จริงๆ แล้วกองทัพเรือแสดงความต้องการมาตลอด 70 ปี) โดยในปี 2558 ยุค คสช. กองทัพเรือตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำ 2 ลำ วงเงินงบประมาณ 36,000 หมื่นล้านบาท มี 6 ประเทศเสนอขาย แต่สุดท้ายกองทัพเรือเลือกจีน เพราะได้เรือดำน้ำมากถึง 3 ลำ ตามโปรโมชั่น ซื้อ 2 แถม 1
จากนั้นในปี 2559 กองทัพเรือตั้งงบโครงการจัดหาเรือดำน้ำ 700 ล้านบาท ผูกพัน 6 ปีงบประมาณ เริ่มปีแรกในปีงบประมาณ 2560 รวมผ่อนชำระ 7 ปี จากนั้นวันที่ 23 ธันวาคม 2559 กองทัพเรือประกาศราคากลางเรือดำน้ำลำแรก 13,500 ล้านบาท
ในปี 2560 คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าการจัดซื้อเรือดำน้ำ และการก่อหนี้ผูกพัน โดยทั้งโครงการมี 3 ลำ ผูกพัน 11 ปีงบประมาณ เฉพาะลำแรก 7 ปีงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดผ่าน ครม.และผ่อนจ่ายไปบ้างแล้ว กระทั่งในปีนี้ กองทัพเรือมาของบปี 2564 จัดซื้อเพิ่มอีก 2 ลำ ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อยู่ในปัจจุบัน
คำถามสำคัญที่สังคมอยากรู้ และต้องการคำตอบจากกองทัพเรือ ณ เวลานี้ก็คือ โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ตกลงเราทำสัญญาซื้อ 3 ลำ หรือซื้อทีละลำ และลำที่เหลือสามารยกเลิกได้
แต่ถ้าย้อนดูคำให้สัมภาษณ์ของทั้ง นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาล คสช. และ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร.คนปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นเสนาธิการทหารเรือ รับผิดชอบโครงการนี้ และได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อปี 2560 ทั้งสองคนจะพูดตรงกันให้เข้าใจได้ว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำจะซื้อทีละลำ หากไม่ซื้อลำที่ 2 และ 3 ก็สามารถยกเลิกได้ ส่วนลำแรกที่ซื้อไปแล้ว ถ้าจะยกเลิกภายหลังก็ทำได้ แต่ต้องรับผิดชอบความเสียหายเรื่องการผิดสัญญา
นายวิษณุ กล่าวเอาไว้เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2560 "หาก ครม.ชุดต่อไปไม่เห็นด้วยก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่อะไรที่มีการลงนามไปแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอาจต้องรับผิดกับคู่สัญญา"
พล.ร.อ.ลือชัย สมัยดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ กล่าวระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2560 "การจัดซื้อลำที่ 2 และ 3 ต้องดูความจำเป็น ความเป็นไปได้ รวมถึงงบประมาณที่มี แต่หากรัฐบาลถัดไปจะมีการยกเลิกสัญญา ก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่า ทิ้งเงินจำนวน 700 ล้านบาท (งบจ่ายงวดแรกของลำแรก) ไปเพราะอะไร"
บทสรุปทิ้งท้ายก็คือ หากฝ่ายจีนเข้าใจว่าโครงการนี้คือการจัดซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ โปรโมชั่นซื้อ 2 แถม 1 แล้วไทยตัดสินใจซื้อแค่ลำเดียว บรรดาของแถมและอุปกรณ์ส่วนควบทั้งหลาย โดยเฉพาะ "อาวุธปล่อยนำวิถี" และ "ตอร์ปิโด" สำหรับเรือดำน้ำลำแรกที่จ่ายเงินไปแล้ว และจะได้รับเรือในปี 2567 จะได้ของแถมครบตามโปรโมชั่นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ข่าวล่าสุด