โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ที่ผ่านมามีผู้ซื้อเอกสารประกวดราคารวม 10 ราย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบิ๊กเนมในวงการก่อสร้าง โดยรฟม.จะเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอประมูลในเดือนกันยายนนี้
สำหรับขั้นตอนการประมูลโครงการนี้ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ ซึ่งมีผู้ช่วยผู้ว่าการ รฟม. กิตติกร ตันเปาว์ เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 เพราะเป็นโครงการร่วมลงทุนขนาดใหญ่ มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท โดยเอกชนต้องออกแบบและก่อสร้างงานโยธา รวมทั้งลงทุนจัดหาและให้บริการระบบรถไฟฟ้า
สำหรับหลักเกณฑ์ในการตัดสินว่าเอกชนรายใดจะเป็นผู้ชนะ รฟม.กำหนดในเงื่อนไขทีโออาร์ว่า ในการประเมินและเปรียบเทียบข้อเสนอนั้น ผู้ยื่นข้อเสนอที่มี NPV ของสุทธิผลประโยชน์สุทธิสูงที่สุด จะได้รับการประเมินให้เป็นผู้ชนะการประมูล หรือแปลง่ายๆว่าผู้ที่เสนอผลตอบแทนสูงสุดให้รัฐ จะเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก แต่นั่นหมายความว่าเอกชนรายดังกล่าว จะต้องมีคะแนนผ่านเกณฑ์ทั้งด้านคุณสมบัติและด้านเทคนิคมาก่อนแล้ว ก่อนจะมาถึงด้านสุดท้ายคือข้อเสนอด้านราคา
แต่ที่น่าแปลกใจคือ มีความพยายามจากผู้รับเหมาบางราย พยายามเรียกร้องไม่ให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ ดำเนินการตามเงื่อนไขทีโออาร์ โดยทำหนังสือร้องเรียนไปยังผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจดูแลการปฎิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ โดยระบุว่าไม่ควรพิจารณาให้ผู้ชนะเป็นผู้ที่เสนอผลประโยชน์ทางการเงินสูงสุด แต่ควรพิจารณาจากผู้ที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่รัฐในภาพรวมที่จะทำให้โครงการสำเร็จได้
ข้อเรียกร้องดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง หรืออาจกลัวว่าจะแพ้การประมูลที่ยังไม่ได้เริ่มต้น เพราะการประมูลโดยทั่วไปนั้น เอกชนรายที่เสนอผลตอบแทนให้รัฐสูงสุด ย่อมสมควรได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะการประมูลในทุกโครงการ เพราะกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ ย่อมหมายความว่าเอกชนรายนั้นได้ผ่านด่านการพิจารณาข้อเสนอด้านต่างๆมาแล้ว และทุกรายที่ผ่านเกณฑ์ด่านต่างๆถือว่ามีสิทธิเท่าเทียมกัน จึงต้องมาดูกันที่บรรทัดสุดท้าย คือข้อเสนอด้านราคา
ล่าสุด ผู้อำนวยการ สคร. ประภาส คงเอียด ได้ส่งต่อหนังสือร้องเรียนไปยัง รฟม. เพื่อแจ้งไปยังคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯแล้ว โดยระบุว่า ข้อเสนอของผู้รับเหมาบางรายที่ให้พิจารณาเกณฑ์ข้อเสนอด้านเทคนิคควบคู่กับเกณฑ์ราคา จากเดิมที่แยกพิจารณาข้อเสนอแต่ละด้านนั้น พ.ร.บ.ร่วมทุนฯฉบับใหม่ ไม่ได้กำหนดว่าทำได้หรือไม่ได้ จึงต้องเป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ
ในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกฯวันนี้ จึงต้องพิจารณาว่าการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ทีโออาร์ตามข้อเสนอของผู้รับเหมาบางรายนั้นทำได้หรือไม่ และหากทำได้จะมีกฎหมายใดมารองรับ รวมทั้งเหตุผลที่ต้องใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว เพราะผู้ซื้อเอกสารรายอื่นก็อาจยื่นข้อเสนอให้ยึดเงื่อนไขทีโออาร์เดิม ซึ่งที่ประชุมจะต้องหาข้อสรุปให้ได้
ต้องจับตาว่าคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ ซึ่งมีผู้ช่วยผู้ว่าการ รฟม. นั่งเป็นประธานอยู่นั้น จะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเสนอที่ค่อนข้างผิดปกติ จะรื้อเงื่อนไขทีโออาร์ตามแรงกดดันของผู้รับเหมาบางราย หรือจะยึดตามเงื่อนไขทีโออาร์เดิม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
ทีมข่าวเศรษฐกิจ เนชั่นทีวี รายงาน