เนชั่นทีวี

ข่าว

"หมอระวี"เสนอนายกฯประกาศลดราคาน้ำมันเป็นของขวัญ

20 ส.ค. 2563 | thongthai_raw

"หมอระวี"เสนอนายกฯประกาศลดราคาน้ำมันเป็นของขวัญ

"หัวหน้าพลังธรรมใหม่" เสนอ "นายกรัฐมนตรี" ประกาศลดราคาน้ำมัน-แก๊ส เพื่อเป็นของขวัญให้ประชาชนท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจยุคโควิด เผยประชาชนกลับใจเลิกไล่รัฐบาลแน่นอน

(20 สิงหาคม 2563) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีวาระการพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ำมัน โดย นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า พลังงานเป็นสายเลือดใหญ่ของธุรกิจ ราคาพลังงานขึ้นลงเพียงนิดเดียว จะมีผลต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหามาจากโครงสร้างพลังงาน ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทย มีความใกล้เคียงกับตลาดโลกแต่ปรากฎว่าราคาขายปลีกกลับมีความแตกต่างออกไป โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บภาษี

นพ.ระวี กล่าวว่า สำหรับปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานมีด้วยกัน 4 ประการ ประกอบด้วย 1.ปัญหาราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น รัฐบาลมีการกำหนดว่าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่นให้ใช้ราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ หมายความว่าราคาเหล่านี้บวกค่าขนส่งจากสิงคโปรถึงศรีราชา และค่าใช้จ่ายๆที่เรียกรวมกันว่าค่าพรีเมี่ยม ทั้งๆที่ไม่ได้มีการนำเข้าจริง จึงเกิดคำถามว่าเงินเหล่านี้ใครเป็นคนได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการส่งเสริมกลไกตลาดเสรีที่แท้จริง โดยให้อุตสาหกรรมปิโตรเลียมมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม และคุ้มครองผู้บริโภคตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมทั้งกระทรวงพลังงานต้องยุติการให้เงินกินเปล่า กับโรงกลั่นน้ำมันที่มีการกำหนดให้ราคาน้ำมันที่กลั่นในประเทศ

"หมอระวี"เสนอนายกฯประกาศลดราคาน้ำมันเป็นของขวัญ

2.ราคาก๊าซหน้าโรงแยกแก๊ส ปี 2560 มีปริมาณแก๊สเแอลพีจีพอเพียงโดยนำเข้าเพียง 4% เท่านั้น เมื่อปี 2557 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นของโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ระดับ 10 ต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดการลอยตัวของราคา ต่อมาปี 2559 กระทรวงพลังงานยังได้กำหนดให้ราคาแก๊สออลพีจีหน้าโรงแยกแก๊สของไทย เป็นราคาเสมือนนำเข้าจากประเทศซาอุดิอาระเบียบวกค่าขนส่่ง คล้ายกับปัญหาน้ำมัน ราคาที่บวกเข้าไปนั้นทำให้ราคาของไทยแพงกว่าการนำเข้าจากประเทศซาอุฯนพ.ระวี กล่าวต่อว่า โดยราคาแก๊สแอลพีจีที่ตะวันออกกลางอยู่ที่ 13.23 บาทต่อกิโลกรัม แต่ของไทยอยู่ที่ 15.40 บาทต่อกิโลกรัม แก๊สของไทยสามารถผลิตเองได้ แต่กลับมีราคาสูง จึงเป็นปัญหาว่าใครได้ประโยชน์ รัฐบาลให้เหตุผลถึงการลอยตัวราคาแก๊สเพราะธุรกิจโรงแยกแก๊ส ไม่สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ แต่จากข้อเท็จจริงพบว่าปี 2557 ก่อนลอยตัวราคาแก๊ส ธุรกิจเหล่านี้มีกำไรประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท หลังจากลอยตัวราคา ปี 2558 มีกำไร 4.7 หมื่นล้านบาท ปี 2559 มีกำไร 7.2 หมื่นล้านบาท ทั้งๆที่เมื่อราคาสูงขึ้นและประชาชนใช้แก๊สแอลพีจีน้อยลง แต่ธุรกิจกลับมีกำไรเพิ่มขึ้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม 3.ปัญหาราคาเอทานอล รัฐบาลกำหนดให้โรงกลั่นของไทยซื้อเอทานอลในประเทศ 22.04 บาทต่อลิตร แต่ราคาตลาดโลกที่สหรัฐอเมริกามีราคา 11.14 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาของไทยแพงกว่าตลาดโลก 10.90 บาท ถ้าซื้อราคาสูงขนาดนี้แล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์ คือ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหรืออ้อย จะไม่เป็นปัญหา แต่ปรากฎว่าเกษตรยังขายได้ในราคาที่ต่ำ แม้ว่าราคาเอทานอลจะสูงแค่ไหนก็ตาม ขณะเดียวกัน 4.ปัญหาการใช้เงินกองทุน ที่ผ่านมมีการใช้เงินไปอุดหนุนจำนวนมาก เสมือนเป็นการอำพรางปัญหาราคาพลังงานและสร้างภาระให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็น เพราะการชดเชยราคานั้นเป็นการชดเชยให้กับโรงกลั่น จึงเป็นการสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการบางรายเกินควรหรือไม่ ดังนั้น ขอเสนอรัฐบาลว่านโยบายพลังงานที่ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน จะไม่ใช่นโยบายพลังงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยหวังว่านายกฯจะประกาศลดราคาน้ำมัน 2-3 บาทต่อลิตร เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนในช่วงโควิด ถ้านายกฯกล้าที่จะประกาศ เชื่อว่าประชาชนที่ขับไล่เวลานี้ จะเปลี่ยนใจให้อยู่ต่อ ในฐานะเป็นอัศวินม้าขาวที่มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจทันยุคโควิด

ข่าวล่าสุด